ปราชญ์ ชาวบ้าน ผู้นำแห่งกลุ่มอินแปง จ.สกลนคร ผู้นี้ ปฏิเสธระบบการศึกษาไทยในปัจจุบัน โดยการไม่ให้ลูกทั้ง 8 คนเข้าสู่รั้วสถานศึกษาในมหาวิทยาลัยแต่ผลักดันให้ลูกๆ เข้าสู่โรงเรียนชีวิตโดยมอบที่ดินซึ่งพ่อเล็กบอกว่า คือกระดานดินที่ไม่ต่างจากกระดานดำในห้องเรียนที่จะสอนให้ลูกทุกคนรู้จัก รู้จริง และรู้แจ้งในวิชาชีวิตและสามารถพึ่งพาตนเองได้
กว่า 20 ปีที่รู้แจ้งแทงตลอดในวิชาชีวิต พ่อเล็กในฐานะกรรมการที่ปรึกษาโครงการรักษ์ป่า สร้างคน ๘๔ ตำบลวิถีพอเพียง ถ่ายทอดความคิดและประสบการณ์ของตนสู่ลูกหลานที่หมายมุ่งสู่ห้องเรียนแห่ง ความพอเพียง
วิชาชีวิตพอเพียง ต้องเรียนรู้ในด้านใด? เรื่องนี้เป็นเรื่องเก่าแต่ถูกลืมไปนาน เพราะที่ผ่านมาระบบการศึกษาไทยนำหลักสูตรการศึกษาต่างประเทศมาใช้จนเกินพอดี ลูกหลานบ้านเราจึงไม่ได้ศึกษาและไม่เห็นคุณค่าขององค์ความรู้ที่บรรพบุรุษ สร้างมา ความรู้ได้มากลับเป็นความรู้จากที่อื่นที่ไกลตัว ก็เลยทำให้เขาหลงทิศผิดทางและอ่อนแอ พึ่งตัวเองไม่ได้ เพราะระบบกำหนดให้เป็นแบบนี้ เรียนจบปริญญาแล้วก็ไม่กล้ากลับบ้านอยู่บ้านไม่ได้ เพราะคิดว่าไม่มีอะไรทำ
จริงๆของดีในบ้านเรามีมากมาย มีทุกที่ทั่วแผ่นดินไทยพวกระบบทุนนิยมเขาบอกว่าเงินคือทุน ความจริงแล้วไม่ใช่ เงินคือเครื่องมือชนิดหนึ่งเท่านั้น ทุนที่แท้จริงคือ ดิน น้ำ ป่า ภูเขา ท้องทะเล และภูมิปัญญาชาวบ้านด้านต่างๆในท้องถิ่นของตนเอง บางคนอาจจะมีภูมิปัญญาในด้านการทอผ้า การจักสาน การดูแลคนเจ็บคนไข้ด้วยสมุนไพรหรือการปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ ผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านเหล่านี้ไม่ได้เป็นนักวิชาการ แต่เป็นนักประสบการณ์ เขาไม่ได้เรียนตามหนังสือแต่เขาเอาชีวิตเข้าไปเรียน เข้ารู้ เห็นและพบปัญหามาก่อนจึงเอามาพูด แต่เราไม่ได้เราความรู้เหล่านี้มาใช้ เพราะไม่มีหลักสูตรให้เรียน นี่คือปัญหา
พ่อไม่ได้บอกว่าหลักสูตรของต่างประเทศไม่ดี เพียงแต่ว่ามันจะเหมาะกับบางพื้นที่เท่านั้น แล้วทั้งที่ประเทศเราเป็นประเทศที่มั่งคั่งที่สุดในโลก ทำไมจึงไม่เขียนหลักสูตรของบ้านตัวเองให้ชัดเจน จากนั้นจึงค่อยไปเรียนรู้เอาภูมิปัญญาสมมัยใหม่จากต่างประเทศมาต่อเติม เราต้องรู้จักตัวเองและมีรากแก้วที่มั่งคงเสียก่อน ไม่เช่นนั้นเราจะไม่มีจุดยืนเป็นของตัวเอง ชีวิตก็จะคลอนแคลนไปตามกระแสที่เขาหลอกลวงเรา
การรู้จักตัวเองมีความสำคัญอย่างไร? เมื่อรู้ตัวเอง เราจะรู้ว่าเรามีศักยภาพความสามารถในด้านใด และสามารถนำศักยภาพที่มีอยู่มาพัฒนาให้สิ่งที่เรามีนั้นเกิดประโยชน์มากขึ้น ถ้ารู้แล้วเฉยๆก็ยังไม่มีประโยชน์ เช่น พ่อมีความรู้เรื่องต้นไม้ ก็ต้องรู้ว่าต้นไม้แต่ละต้นนี้ใช้ประโยชน์อย่างไรแน่ ต้นไหนเป็นสมุนไพร อาหาร ไม้ใช้สอย หรือเป็นพลังงาน เราต้องถามตัวเองว่าได้ศึกษาเรื่องแบบนี้แล้วนำมาใช้ประโยชน์ได้แล้วหรือ ยัง?
ขณะเดียวกัน การรู้เท่าทันคนอื่นก็เป็นเรื่องสำคัญไม่ใช่ว่าคนเขาว่าดี ก็ว่าดีตามเขา บางทีอาจไม่ใช่ถ้ารู้ไม่ทันเขา เราต้องเป็นเหยื่อเขาแน่นนอน คงเคยได้ยินที่หลายคนบอกว่าสื่ออันตรายมาก แต่พ่อกำลังจะบอกทุกคนว่า ไม่มีอะไรอันตราย ถ้าเรารู้เท่าทันมัน เราต้องมีสติในการบริโภค มีปัญญาในการเลือกเฟ้น สิ่งต่างๆมีประโยชน์อยู่ แต่การเลือกว่าอะไรเหมาะกับเรานั้นสำคัญกว่า
วิธีที่จะทำให้รู้จักตนเองต้องทำอย่างไร? ต้องเรียนรู่เรื่องวิถี ซึ่งในที่นี้คือวัฒนธรรม วิถีของคนในชุมชน อย่างเช่นคนแอ่งสกลนครมีอยู่ 8 เผ่า วิถีก็จะต่างกันเพราะบางพื้นที่อยู่ป่าโคก บางตำบลก็อยู่ป่าดงดิบ ภูเขา บางชุมชนก็อยู่ป่าทาม ป่าชุ่มน้ำ ซึ่งต้องเข้าใจว่าภูมิประเทศต่างกัน วิถีก็ต่างกัน ฉะนั้น ถ้าอยากจะได้องค์ความรู้ที่ละเอียดชัดเจนต้องไปเรียนรู้กับเผ่าต่างๆ และภูมิประเทศต่างๆ ความรู้ที่ได้จะต่างกัน
องค์ความรู้เรื่องความพอเพียงอยู่ตรงที่หลักพระศาสนาสอนว่า แท้จริงแล้วชีวิตคนต้องเรียนรู้เรื่องของตัวเอง ตื่นมาต้องล้างหน้า แปรงฟัน ต้องกิน นี่คือความเป็นจริง กินข้าวกินปลากินผักกินหญ้ากินผลหมากรากไม้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เอามาจากผืนป่า ป่าโคกก็มีอาหารชนิดหนึ่ง ป่าดงดิบก็มีอาหารอีกชนิดหนึ่ง ป่าชุ่มน้ำก็มีอาหารอีกชนิดหนึ่ง ฉะนั้นอาหารแต่ละถิ่น แต่ละภูมิประเทศจะต่างกัน องค์ความรู้จึงไม่ตายตัว ไม่ใช่องค์ความรู้โหลๆ อย่างที่เขาเขียนหลักสูตรกันมา
ความพอเพียงในชีวิตคืออปปัจจัยสีอย่าง อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค เป็นสิ่งจำเป็นและเป็นชีวิตจริง แต่ไม่ได้บอกว่าเราต้องมีแค่นี้ ถ้าเราทำไปเรื่อยๆ ก็จะทำให้สิ่งเหล่านั้นเหลืออยู่เหลือกินเหลือใช้ แล้วหากอยากได้เงินซึ่งบางครั้งมีความจำเป็นต้องใช้ เราก็เรียนรู้เอาภูมิปัญญาสมัยใหม่จากนักวิชาการที่ไปเรียนมาจากต่างประเทศ มาต่อยออด ซึ่งไม่ใช่เรื่องยาก แต่การเปลี่ยนวิธีการคิดของคนต่างหากที่ยากที่สุด ภาษานักวิชาการเขาเรียกว่า ปรับกระบวนทัศน์ใหม่ คือการเปลี่ยนวิธีคิดใหม่โดยต้องคิดถูกแล้วทำดี และประพฤติกรรมใหม่ จากอยากปลูกเพื่อขายและร่ำรวย เปลี่ยนมาเป็นปลูกอยู่ปลูกกินเสียก่อนเพื่อให้เป็นฐานที่มั่นของชีวิต ไม่ได้บอกว่ายากจนทำไม่ได้ แต่ต้องใช้เวลาและต้องเริ่มทีละเล็กทีละน้อย
การปรับกระบวนทัศน์ที่ว่านี้ ทำอย่างไรให้สำเร็จ? ต้องเริ่มจากกระบวนการพาเฮ็ดพาทำก่อน ไม่ใช่ว่าอยู่ๆจะไปบอกให้เขาเปลี่ยน แต่ต้องทำให้ดู อยู่ให้เห็นเสียก่อนถ้าเขาไม่เห็นแบบอย่างว่าชีวิตเรามีอะไรดีขึ้น เขาจะไม่ทำตามอย่างพ่อสอนลูกๆก็พาทำมาตั้งแต่ปี 2532-2533 จนถึงปัจจุบัน ตอนที่เรียนอยู่ในสถานศึกษาเรามีกระดานดำแต่พ่อจัดกระดานดิน ให้ลูกคนละแผ่น จะกี่ไร่ก็แล้วแต่ความสามารถที่เราจะหาให้เขาได้ ส่วนปากกาก็คือด้ามจอบด้าวเสียม น้ำหมึกคือน้ำฝน น้ำบ่อ น้ำคลอง ส่วนพยัญชนะปกติพยัญชนะไทยมี 44 ตัว แต่เราเอาหลายร้อยตัวก็ได้เพราะพืชพันธ์ธัญญาหารมากมายมีในป่าเอามาเขียนลง ในกระดานดินของเราให้เต็ม สร้างเป็นโรงเรียนชีวิตของตนเองจากนั้นชาตินี้ทั้งชาติจะไม่มีคำว่าจน
พ่อเล็กมักพูดถึงการเรียนรู้ร่วมกันเสมอสิ่งนี้มีความสำคัญอย่างไร? ทุกคนมีศักยภาพความสามารถ ไม่ใช่ว่าใครโง่ใครฉลาดเด็กน้อยหรือผู้ใหญ่ต่างก็มีความรู้ ความคิดและประสบการณ์ทั้งนั้น แต่เราไม่ได้มาเรียนรู้ร่วมกัน จึงไม่รู้ว่าใครรู้เรื่องอะไรฉะนั้น การแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ร่วมกันทำให้เกิดสิ่งที่ภาษาบ้านเราเรียกว่า มาลงขันกันทางปัญญา ทำให้เรารู้กันและกันมมากขึ้น แล้วปัญญาอยู่กับคน เมื่อหลายคนมาอยู่รวมกัน มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันก็ทำให้เรารู้กว้างขึ้นไม่เฉพาะเรื่องใดเรื่อง หนึ่งเท่านั้น
อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ การศึกษาการเรียนรู้ในตำรานั้นดี แต่ว่ายังไม่ดีพอ ต้องเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ จึงจะทำให้มีทักษะ รู้แจ้ง รู้จริง แล้วทำได้ ฉะนั้น การไปจัดเวทีในพื้นที่ตำบลต่างๆของโครงการรักษ์ป่าสร้างคน ๘๔ ตำบล วิถีพอเพียง ต้องพยายามเน้นให้เขาเรียนรู้และปฏิบัติ จึงจะทำให้เห็นคุณค่า และสิ่งสำคัญก็คือคนที่ไปจัดเวทีต้องเป็นคนที่รู้และเข้าใจชุมชนจริงๆ เข้าใจรากเหง้าความเป็นจริงขอองชีวิตของแต่ละชุมชน แต่ละท้องถิ่นแต่ละเผ่าพันธุ์ และสามารถจุดประกายเปิดประเด็นให้ตรงกับความเป็นจริงๆได้ จึงจะทำให้ชาวบ้านมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงขึ้น เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ถูกทำลายความเชื่อมั่นมาเป็นร้อยกว่าปีแล้ว
ทำอย่างไรให้ความรู้นั้นยั่งยืน? เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ จุดอ่อนของภูมิปัญญาชาวบ้าน คือขาดการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร หรือเขียนเป็นหลักสูตรสอนลูกหลาน เพราะลูกหลานตอนนี้เราให้ทีวีสอน หรือไม่ก็ให้สังคมคนอื่นสอน แล้วไม่ได้มีหลักสูตรของท้องถิ่นสอนลูกหลานตัวเอง พ่อจึงพยายามเน้นเรื่องหลักสูตรท้องถิ่น
ความเป็นจริงแล้ว องค์ความรู้เป็นเรื่องที่ไม่ตายตัวองค์ความรู้จะอยู่กับคนเฒ่าคนแก่ อยู่กับชุมชนตนเองพ่อจึงบอกว่า ทุกคนควรไปเรียนรู้เรื่องบ้านตัวเอง เรื่องท้องถิ่นตัวเอง ความรู้อยู่ในคน ในป่า อย่างเช่นหญ้าแฝก มักทำหน้าที่ปกคลุมหน้าดินไว้ ฝนตกมาก็กันไม่ให้หน้าดินที่สมบูรณ์ถูกชะล้างลงไปในที่ต่ำ แต่พอคนอื่นมาบอกว่ามันเป็นศัตรูเราก็เชื่อเขา เลยเอายามาฆ่า ทั้งๆที่มันเป็นประโยชน์ต่อเรานี่คือองค์ความรู้ที่เราต้อง เอามาปฏิบัติในการดำรงชีวิต ไม่ใช่ความรู้ที่ต้องให้อยู่ในกระดาษ แต่สิ่งสำคัญก็คือว่าทำอย่างไรจึงจะทำให้ความรู้นั้นใช้ประโยชน์ได้อย่าง ยั่งยืน เรื่องนี้ต้องอาศัยระบบการศึกษาด้วยให้เป็นหลักสูตรท้องถิ่นถ้าเราพูดแล้ว เฉยอยู่ หรือเราทำแต่ว่าไม่มีคนมาสืบทอดมันก็จะหายไปอีก
ที่มา : http://www.vcharkarn.com