การ ปฏิรูปการศึกษาให้มีคุณภาพและเสมอภาคในหลายประเทศนำไปสู่การปฏิรูปทาง เศรษฐกิจและการเมืองให้มีประสิทธิภาพและเป็นประชาธิปไตยได้ แต่ในประเทศไทยไม่เกิดการปฏิรูปการศึกษาอย่างแท้จริง เพราะโครงสร้างทางเศรษฐกิจการเมืองถูกผูกขาดโดยชนชั้นนำกลุ่มน้อยที่ล้า หลัง การศึกษารวมทั้งครูส่วนใหญ่กลับถูกใช้เป็นเครื่องมือ ไปรับใช้ระบบเศรษฐกิจการเมืองแบบผูกขาด ฉ้อฉลและไม่เป็นธรรม และคนส่วนใหญ่ก็ยังไม่ตระหนักว่าที่ทั้งการเมืองและเศรษฐกิจของไทยล้มเหลว นั้นเป็นเพราะเราไม่สนใจปฏิรูปการศึกษาให้มีคุณภาพอย่างแท้จริง
การ จัดการศึกษาของไทย เป็นแบบจารีตนิยม เน้นการท่องจำและการเชื่อฟัง ยกย่องระบบอภิสิทธินิยม อำนาจนิยม และอุปถัมภ์นิยม การพัฒนาเศรษฐกิจแนวทุนนิยมผูกขาด มองการศึกษาเป็นแค่การฝึกทักษะและสร้าง ?ทรัพยากรมนุษย์? มุ่งคัดคนส่วนหนึ่งให้มีความรู้และทักษะทางวิชาชีพ เพื่อไปทำงานรับใช้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกที่เน้นการแข่งขันด้านการผลิตและ การค้า เพื่อประโยชน์ของนายทุนและชนชั้นกลางส่วนน้อย มากกว่าที่จะกระจายความรู้ความฉลาดรอบด้านและความมั่งคั่งสู่คนส่วนใหญ่ อย่างเป็นธรรม

การ จัดการศึกษาของไทยมีปัญหาทั้งทางปริมาณ (กระจายไม่ทั่วถึงไม่เป็นธรรมเด็กออกกลางคันมาก แรงงานเกินครึ่งหนึ่งจบแค่ประถมศึกษาและต่ำกว่า) และทางคุณภาพ ผลสัมฤทธิ์การศึกษาโดยเฉลี่ยต่ำ เด็กไม่ชอบไปโรงเรียนและเครียด คนจบการศึกษาทุกระดับรวมทั้งคนที่จบมหาวิทยาลัย (เฉพาะคนจบ ป.ตรี มีราว 5.7 ล้านคน หรือ 16% ของแรงงานทั้งหมด) คือคนที่ท่องจำเก่งและเรียนรู้ทักษะบางอย่าง แต่ยังคิดวิเคราะห์ไม่เป็น ไม่รู้จักประยุกต์ความรู้เทคโนโลยีมาใช้กับสังคมไทยอย่างเข้าใจโลกของความ เป็นจริง ไม่ได้รับการฝึกอบรมบ่มนิสัยให้เป็นพลเมืองที่รับผิดชอบ มีความภาคภูมิใจในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน มีจิตสำนึกในเรื่องความเสมอภาคประชาธิปไตย และการถือหลักการผลประโยชน์ส่วนรวมสำคัญกว่าผลประโยชน์ส่วนตน
ปัญหา หลักของประเทศคือ ชนชั้นนำทั้งนักการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจ ผู้นำองค์กรท้องถิ่นรวมทั้งผู้บริหารการศึกษาครูอาจารย์ เป็นพวกที่คำนึงถึงแต่ประโยชน์ระยะสั้นของตัวเอง และจัดการศึกษาเลียนแบบประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมโดยได้แต่รูปแบบ ซึ่งเป็นเพียงเปลือกนอก แต่ไม่ได้พัฒนาเนื้อหาสาระของกระบวนการจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ คุณภาพที่เป็นแก่นแท้
การมุ่งคัดคนส่วนน้อยไปเป็นแรงงานที่มีการ ศึกษาระดับต่าง ๆ เพื่อรับใช้เศรษฐกิจแบบทุนนิยมผูกขาด และการที่วัฒนธรรมไทยเป็นแบบถือยศศักดิ์ฐานันดร สถานะทางสังคม ยกย่องยอมรับคนที่ได้ปริญญาจากมหาวิทยาลัยและให้ที่เงินเดือนสูงกว่าคนที่ ไม่จบปริญญา ทำให้ระบบสอบแข่งขันแย่งกันเข้ามหาวิทยาลัยปิดของรัฐ(โดยเฉพาะมหาวิทยาลัย ที่เก่าแก่มีชื่อเสียง) ที่รับคนได้จำกัด เป็นไปอย่างเข้มข้นและทำให้นักเรียนมุ่งกวดวิชาและท่องหนังสือเพื่อสอบ มากกว่าจะสนใจการเรียนเพื่อจะรู้และพัฒนาศักยภาพตนเองในทุกด้าน
ระบบ การศึกษาที่เน้นการแพ้คัดออก ทำให้นักเรียนที่มาจากครอบครัวมีรายได้ต่ำ การศึกษาน้อย ต้องยอมถูกคัดออกไประหว่างทางจำนวนมาก (เด็กที่เข้าป.1 เมื่อ 12 ปีที่แล้ว ได้เรียนถึงม.6 เพียงครึ่งเดียวของเด็กทั้งหมด) นักเรียนมุ่งเรียนแบบกวดวิชาและท่องจำเพื่อสอบแข่งขันเพราะต้องการ ประกาศนียบัตร/ปริญญามากกว่าเรียนเพื่อรู้ และเพาะนิสัยความเห็นแก่ตัวมากกว่าการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือเพื่อน หรือรู้จักทำงานเป็นทีมด้วย
เป้าหมายการศึกษาที่เขียนไว้สวยหรูว่าจะ สอนให้นักเรียนเป็นคนเก่งดี มีความสุข ขัดแย้งกับสภาพความเป็นจริงของการจัดการทางเศรษฐกิจและการจัดการศึกษาใน ประเทศไทยที่เน้นการแข่งขันเพื่อตัวใครตัวมัน และเน้นผลลัพท์ปลายทางคือ ประกาศนียบัตร/ปริญญาบัตร มากกว่ากระบวนการเรียนรู้และพัฒนาตนเองให้เป็นคนที่รักการอ่าน การค้นคว้าเรียนรู้ คิดวิเคราะห์แก้ปัญหาเป็น มีจิตสำนึกพลเมืองที่รับผิดชอบ
ปัญหาความล้มเหลวของการศึกษาเกิดจาก การที่ชนชั้นนำเองทั้งไม่ฉลาดและทั้งเห็นแก่ตัว พวกเขาการพัฒนาเศรษฐกิจแบบพึ่งพาการลงทุนและกับประเทศทุนนิยมอุตสาหกรรม ตะวันตกและเน้นความเจริญเติบโตของผลผลิตโดยรวมอย่างสุดโต่ง เพราะพวกเขาคิดไม่เป็นว่าอาจมีทางเลือกการพัฒนาแบบอื่น และเพราะพวกชนชั้นนำ/ชนชั้นกลางเองได้ประโยชน์ส่วนตัวจากการพัฒนาแนวทุนนิยม ผูกขาดที่เป็นบริวารนี้
ประเทศไทยมีแรงงาน(35 ล้านคน) ทรัพยากร ภูมิปัญญา ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมฯลฯ ที่เราสามารถจะนำมาใช้สร้างระบบเศรษฐกิจทางเลือกใหม่ที่มีลักษณะเฉพาะของ ประเทศไทย เช่นเศรษฐกิจแบบพึ่งแรงงาน ทรัพยากร ตลาดภายในประเทศ เน้นการพัฒนาความเข้มแข็งของคนและชุมชนให้พึ่งตนเองได้เพิ่มขึ้น ถ้าเรากล้าคิดวิเคราะห์ให้ข้ามพ้นกรอบความเคยชินของการได้แต่เลียนแบบการ พัฒนาแบบตะวันตกและคิดมุ่งหาผลประโยชน์ส่วนตัวระยะสั้นจากการพัฒนาเศรษฐกิจ แนวทุนนิยมอุตสาหกรรมอย่างสุดโต่ง
ประเทศไทยมีทั้งแรงงาน(ประชากร ใหญ่อันดับ 21 ของโลก) ทรัพยากร(อาหารและปัจจัยพื้นฐานหลายอย่าง)และทุนอยู่มาก(เงินฝากธนาคารทั้ง ระบบ 6 ล้านล้านบาท พอ ๆ กับผลิตภัณฑ์มวลรวม GDP ของประเทศ) เราสามารถที่จะสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ คือระบบผสมระหว่างทุนนิยมที่มีการแข่งขันที่เป็นธรรมกับระบบสหกรณ์ และรัฐสวัสดิการ เน้นการพัฒนาคนและทรัพยากรภายใน เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจภายในและตลาดภายในประเทศให้เติบโตเป็นสัดส่วนสูงขึ้นได้ หากเรากระจายทรัพย์สิน รายได้ ความรู้ การมีงานทำสู่คนส่วนใหญ่อย่างทั่วถึงเป็นธรรม พัฒนาการใช้ทรัพยากรท้องถิ่น ภูมิปัญญาท้องถิ่น ผลิตและบริโภคสินค้าที่เป็นประโยชน์ เช่นอาหาร ยา ที่อยู่อาศัย เสื้อผ้า การศึกษา เครื่องใช้ไม้สอยต่าง ๆ ฯลฯด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม
หากเราเปลี่ยนเป้าหมายการพัฒนาประเทศ ใหม่ ว่าควรเน้นไปที่การพัฒนาชีวิตและสังคมที่ประชาชนมีความสุขและมีคุณภาพชีวิต แทนที่จะเน้นการเพิ่มผลผลิตสินค้าและบริการ เราก็จะสนใจที่จัดการศึกษาแบบใหม่ที่มีเป้าหมายที่กว้างกว่าผลิตแรงงานไป ป้อนระบบทุนนิยมอุตสาหกรรม เป้าหมายใหม่คือต้องช่วยประชาชนทั้งหมดให้มีโอกาสพัฒนาความฉลาดทุกด้านอย่าง สร้างสรรค์ เกิดความตระหนักในเรื่องสิทธิและหน้าที่ของพลเมือง รู้ว่าคนเราต้องพึ่งพาอาศัยกัน ต้องช่วยเหลือกันร่วมมือกันควบคู่กันไปกับการแข่งขัน เพื่อที่จะทำงานพัฒนาเศรษฐกิจสังคม วัฒนธรรมของชุมชนและประเทศอย่างยุติธรรม สร้างสรรค์และยั่งยืน
การจัดการศึกษาเพื่อเป้าหมายใหม่ ต้องส่งเสริมให้เด็กเยาวชนประชาชนรักการอ่าน การเรียนรู้ ครูต้องเข้าใจจิตวิทยาเด็ก ช่วยให้เด็กมีความสุขในการเรียนรู้ รัฐต้องให้บริการให้ประชาชนทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ทุกหนทุกแห่งทุกเวลาอย่าง มีคุณภาพและหลากหลาย เช่นให้บริการการศึกษาทุกระดับทุกสาขาวิชาสำหรับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ทั้งวัน ธรรมดา ตอนเย็นและเสาร์อาทิตย์ การศึกษาทางไกลและระบบออนไลน์ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ท การศึกษานอกระบบและตามอัธยาศัยรูปแบบต่าง ๆ ปฏิรูปสื่อมวลชนให้มีเนื้อหาสาระ ส่งเสริมการเรียนรู้ ยกระดับสติปัญญา ศิลปวัฒนธรรมเพิ่มขึ้น ลงทุนพัฒนาด้านพิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด ศูนย์เยาวชน ศูนย์ส่งเสริมกิจกรรมด้านส่งเสริมความรู้ ศิลปวัฒนธรรมในทุกจังหวัด ทุกอำเภอและตำบลขนาดใหญ่
การศึกษาแนวใหม่จะต้องปฏิรูปการเรียนการสอน เพื่อการพัฒนาทางสติปัญญา ทักษะวิชาชีพ การดูแลพัฒนาตัวเองและสภาพแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพและการพัฒนาความฉลาดทาง อารมณ์(ทักษะทางสังคม)และความฉลาดทางจิตสำนึก รู้จักร่วมมือทำงานกับคนอื่น เพื่อการพัฒนาองค์กร, พัฒนาชุมชนประเทศ และโลกอย่างสร้างสรรค์และมองการณ์ไกล การรู้จักร่วมมือพึ่งพาอาศัยกันอย่างเป็นธรรมจะทำให้เราทั้งหมดเข้มแข็งและ อยู่รอดได้ดีที่สุด
ประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนแรงงานและทรัพยากร แต่ที่พัฒนาได้ล้าหลังประเทศอื่น ๆ เพราะทั้งชนชั้นนำและประชาชนส่วนใหญ่ขาดแคลนภูมิปัญญา(ความเข้าใจในเรื่อง ชีวิตและสังคมอย่างลึกซึ้ง) และจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม นักการเมือง ข้าราชการชั้นสูงและผู้มีอำนาจมีฐานะทางสังคมสูง มีปัญหาความไม่ค่อยฉลาดและเห็นแก่ตัวระยะสั้นมากไป จึงเล่นการเมืองแบบคำนึงแต่อำนาจ/ผลประโยชน์ของพวกตน ฉ้อโกง ความไม่เป็นธรรม ความยากจนขาดแคลน ขณะเดียวกันก็แบ่งแยกและปกครอง ครอบงำให้ประชาชนหลงยกย่องพวกตนด้วยอารมณ์ความรู้สึกเกิดความขัดแย้งแบ่ง เป็นพรรคเป็นกลุ่มต่าง ๆ
การที่เราจะเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาหรือ ระบบการเรียนรู้ของคนไทยเพื่อเน้นสร้างภูมิปัญญาและจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม แทนที่จะเน้นแต่การสร้างความรู้ทักษะในการผลิตสินค้าและการคิดถึงแต่ ประโยชน์ส่วนตัวแบบเก่า เราจำเป็นต้องปฏิรูปโครงสร้างอำนาจในการบริหารจัดการทางการเศรษฐกิจสังคมและ การศึกษาให้เป็นประชาธิปไตยแบบที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างมีประสิทธิภาพ จึงจะสามารถปฏิรูประบบการเรียนรู้ใหม่เพื่อช่วยให้คนทั้งประเทศฉลาดทั้งทาง ปัญญา อารมณ์และจิตสำนึกได้อย่างแท้จริง
ที่มา : fin.in.th