ถนนพระอาทิตย์


จาก ผลการทดสอบการศึกษาโอเน็ตและเอเน็ต พบว่า ผลคะแนนส่วนใหญ่อยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวจากการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งสิ่งเหล่านี้คงจะอธิบายได้ไม่ยากว่า เกิดจากการใช้ระบบประกันคุณภาพการศึกษาอย่างผิดๆภายใต้การปฏิรูปการศึกษา นั่นเอง

ปัญหาคุณภาพการศึกษาที่ตกต่ำของไทย ถูกยกเป็นประเด็นสำคัญขึ้นอีกครั้งหนึ่ง หลังจากพบว่า ผลคะแนนทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ตระดับชั้น ป. 6   ม. 3 และ ม. 6 ย้อนหลัง 4 ปี (ตั้งแต่ปี 2548 ? 2551) ซึ่งจัดสอบโดยสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนทุกช่วงชั้นตกต่ำลง สอดคล้องกับผลสอบของการทดสอบแห่งชาติขั้นสูง หรือ เอเน็ต ของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ที่ใช้ในการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาที่ปีนี้ออกมาว่า คะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าปีที่ผ่านมา  สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของการปฏิรูปการศึกษาที่ดำเนินมาครบ 10 ปีตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พศ. 2542 คงเป็นการยากที่กระทรวงศึกษา และหน่วยงานต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะออกมาชี้แจงถึงสาเหตุของความล้มเหลวนี้ ถ้าฟังความคิดเห็นจากครู และอาจารย์ ก็สามารถหาคำตอบได้ไม่ยากว่า การปฏิรูปการศึกษารอบแรกล้มเหลว และหลงทาง และสิ่งที่ชักนำให้หลงทางก็คือ การใช้ระบบประกันคุณภาพการศึกษาอย่างผิดๆ ภายใต้การปฏิรูปการศึกษานั่นเอง
คุณภาพแท้ที่หายไปกับงานเอกสาร

ข้อมูล จาก Organization for Economic Co-operation an Development (OECD) เมื่อปี 2005 แจ้งว่า ครูไทยมีภาระงานหนักกว่าครูประเทศกลุ่ม OECD โดยมีชั่วโมงการทำงาน 900-1200 ชั่วโมงต่อปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยของครูในประเทศกลุ่ม OECD ซึ่งอยู่ที่ 600-700 ชั่วโมงต่อปี สอดคล้องกับข้อมูลจากการสังเกต และสัมภาษณ์เพื่อนครู และอาจารย์ของผู้เขียนที่พบว่าปัจจุบันครูและอาจารย์ในสถาบันการศึกษาต่างๆ ต้องใช้เวลาทำงานประมาณร้อยละ 30-40 เพื่อจัดทำเอกสารรองรับการตรวจประเมินคุณภาพการศึกษาทั้งภายในและภายนอก  เวลาที่ใช้ในการเรียนการสอนและงานวิจัยของครู และอาจารย์ไทยจึงลดลงตามสัดส่วนของเวลาที่ใช้ไปในการจัดทำเอกสาร

สาเหตุ เพราะระบบประเมินคุณภาพการศึกษาไทยถูกออกแบบมาให้ตรวจ เอกสารเป็นหลัก แม้มีการพูดถึงหลักการที่คำนึงถึงการลดปริมาณเอกสาร โดยเน้นตรวจผลลัพธ์ (output) กรณีการตรวจประเมินคุณภาพภายนอกของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพ การศึกษา (สมศ.) และเน้นการตรวจกรรมวิธี (process) ในกรณีตรวจประเมินคุณภาพภายใน ตามระเบียบสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ก็ตาม แต่ความจริงแล้ว ผู้ตรวจก็จะเรียกขอเอกสารของผลลัพธ์ และเอกสารของกรรมวิธีที่ต้องจัดทำ หรือประมวลผลมา โดยเฉพาะสำหรับการตรวจประเมิน มากกว่าที่จะไปตรวจสอบจากผลลัพธ์จริงและกรรมวิธีจริง โดยไม่เคยมีแนวโน้มว่าจะลดงานเอกสารแต่อย่างใด

ความซ้ำซ้อนของงาน

สถาบัน การศึกษาหนึ่งๆ จะต้องจัดเตรียมเอกสารสำหรับรองรับการประเมินคุณภาพการศึกษาจาก 3 หน่วยงานคือ สกอ. สมศ. และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) (หน่วยงานหลังยกเว้นการประเมินในสถาบันการศึกษาเอกชน) ซึ่งเมื่อพิจารณาตัวบ่งชี้หรือเกณฑ์ที่ใช้ประเมินของทั้งสามหน่วยงานแล้ว จะเห็นว่ามีความซ้ำซ้อนกันมาก นับเป็นการสร้างภาระแก่สถาบันการศึกษาโดยไม่จำเป็นเลย น่าจะมีการประสานงานร่วมมือกันระหว่าง 3 หน่วยงานดังกล่าวเพื่อลดภาระการทำงานซ้ำซ้อน

นอกจากนี้ การตรวจประเมินฯ ไม่ว่า จะกับหน่วยงานเล็กระดับภาควิชา หรือหน่วยงานขนาดกลางระดับคณะ ถึงหน่วยงานขนาดใหญ่ระดับมหาวิทยาลัย มักจะใช้กติกาหรือตัวบ่งชี้ชุดเดียวกัน และปริมาณใกล้เคียงกัน ดังนั้นจะพบสิ่งแปลกๆ เช่น ภาควิชาที่มีอาจารย์ 5 คนต้องจัดทำแผนประจำปี 7 แผน และมีโครงการที่ต้องทำ 12 โครงการ  ทั้งที่จำนวนบุคลากรไม่พอแต่ก็ต้องจัดทำจำนวนแผนหรือโครงการให้ได้ตามกติกา (ซึ่งใช้กับหน่วยงานใหญ่ระดับมหาวิทยาลัย) และเมื่อถึงคราวตรวจประเมินมหาวิทยาลัย จะมีการรวบรวมโครงการเหล่านี้จากภาควิชา ทำให้รวมโครงการได้หกถึงเจ็ดร้อยโครงการเลยทีเดียว

จะเห็นว่า ก่อนหน้าที่จะมีการใช้ระบบการประเมินคุณภาพการศึกษา สถาบันการศึกษาก็ไม่เคย และไม่จำเป็นต้องมีโครงการในลักษณะเช่นนี้เลย แต่หลังจากมีการใช้ระบบตรวจประเมินคุณภาพการศึกษาได้ไม่นาน จำนวนโครงการที่ทำในแต่ละปีก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นการยากที่จะเชื่อว่าโครงการเหล่านี้เป็นโครงการที่มีประโยชน์ โดยสร้างคุณภาพต่อสถาบันการศึกษาได้จริง  นอกจากจะเป็นโครงการที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อการตรวจประเมินเท่านั้น  ทำให้เกิดความสิ้นเปลืองในการจัดทำเอกสารจำนวนมาก
กติกาที่เปลี่ยนแทบทุกปี
กติกา หรือ ตัวบ่งชี้สำหรับการประเมินคุณภาพมีการเปลี่ยนแทบทุกปี ปัญหาที่ตามมาก็คือ สถาบันการศึกษาไม่สามารถวางระบบหรือใช้คอมพิวเตอร์ช่วยทำงานได้ การเก็บข้อมูล การประมวลผลข้อมูล ทำเป็นคราวๆ ไปในแต่ละปี  ทำให้ใช้แรงงานสิ้นเปลืองจำนวนมาก มีข้อสังเกตคือ ตัวบ่งชี้ที่ไร้ประโยชน์ยังสร้างปัญหาได้น้อยกว่าการเปลี่ยนตัวบ่งชี้ทุกปี อาจต้องมีการออกกฎหมายคุ้มครอง ให้มีการใช้กติกาที่ไม่เปลี่ยนเป็นเวลาอย่างน้อย 5 ปี

กติกาที่ผิดพลาด

กติกา หรือตัวบ่งชี้ที่ใช้ในการประเมินคุณภาพทั้งจาก สมศ.  สกอ. และ ก.พ.ร.  ทั้งในระดับประถมศึกษา  มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา ต่างก็มีข้อผิดพลาดทำนองเดียวกัน ในที่นี้ผู้เขียนจึงขอยกตัวบ่งชี้ และเกณฑ์ประเมินคุณภาพระดับอุดมศึกษาของ สกอ. ที่ใช้ในปีการศึกษา 2551 เป็นตัวอย่างเพื่อประกอบการอธิบาย  ซึ่งในการประเมินคุณภาพภายในระดับอุดมศึกษา  สกอ. ได้กำหนดองค์ประกอบขึ้น 9 องค์ประกอบดังนี้

* ปรัชญา ปณิธาน วัตถุประสงค์ และ แผนดำเนินการ
* การเรียนการสอน
* กิจกรรมการพัฒนานิสิตนักศึกษา
* การวิจัย
* การบริการวิชาการแก่สังคม
* การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม
* การบริหารและการจัดการ
* การเงิน และงบประมาณ
* ระบบและกลไกการประกันคุณภาพ

ใน แต่ละองค์ประกอบยังประกอบด้วยส่วนย่อยลงไป คือ ตัวบ่งชี้ และเกณฑ์ตามลำดับ โดยทั้ง 9 องค์ประกอบ  ประกอบด้วยตัวบ่งชี้รวม 44 ตัวบ่งชี้

ความผิด พลาดในระดับองค์ประกอบ คือ มีองค์ ประกอบจำนวน 9 องค์ประกอบ ซึ่งค่อนข้างมากเกินไป และการให้น้ำหนักคะแนนที่ผิดพลาด โดยองค์ประกอบที่ 2 การเรียนการสอน และองค์ประกอบที่ 4 การวิจัย ซึ่งถือเป็นพันธะกิจหลักของมหาวิทยาลัย มีค่าเท่ากับ 2 อง์ประกอบจากองค์ประกอบทั้ง 9 ที่ต้องประเมินคิดเป็นคะแนนเพียงร้อยละ  (2/9) x 100 = 22.22 มีผลทำให้มหาวิทยาลัยชั้นนำ อาจได้คะแนนการประเมินรวมต่ำลง แต่มหาวิทยาลัยทั่วไป ก็อาจได้คะแนนสูงขึ้น ทั้งนี้เพราะมหาวิทยาลัยชั้นนำ ทุ่มเททรัพยากรทำงานวิจัยมากแต่คะแนนไม่มาก ส่วนมหาวิทยาลัยทั่วไปทำงานวิจัยน้อย แต่ก็สามารถทำคะแนนชดเชยได้ในองค์ประกอบอื่น ซึ่งเน้นงานเอกสาร

ขอยก ตัวอย่างเพิ่มเติม เช่นกรณีองค์ประกอบที่ 2 การเรียนการสอน จะประกอบด้วยตัวบ่งชี้จำนวน 12 ตัวบ่งชี้ โดยหลายตัวบ่งชี้เป็นตัวบ่งชี้สำคัญ (KPI) เช่น สัดส่วนของนักศึกษาต่ออาจารย์ประจำ   สัดส่วนอาจารย์ประจำที่มีวุฒิปริญญาเอก   ร้อยละของบัณฑิตที่ได้ทำงานในหนึ่งปีหลังสำเร็จการศึกษา  และระดับความพึงพอใจของนายจ้าง  เป็นต้น เมื่อเปรียบเทียบกับองค์ประกอบที่ 3 กิจกรรมการพัฒนานิสิตนักศึกษาซึ่งประกอบด้วยตัวบ่งชี้เพียง 2 ตัวบ่งชี้คือ เรื่องการจัดบริการแก่นักศึกษาและศิษย์เก่า และการส่งเสริมกิจกรรมนักศึกษาที่ครบถ้วนสอดคล้องกับคุณลักษณะของบัณฑิตที่ พึงประสงค์ ซึ่งถ้าพิจารณาดูความสำคัญเปรียบเทียบกันของทั้ง 2 องค์ประกอบแล้ว จะเห็นว่าองค์ประกอบที่ 2 มีความสำคัญกว่าองค์ประกอบที่ 3 อย่างมากทั้งในแง่ตัวบ่งชี้ที่เป็น KPI และทรัพยากรที่ต้องทุ่มเทลงไป แต่เมื่อนำมาคิดคะแนนแล้วทั้ง 2 องค์มีน้ำหนักคะแนนที่เท่ากัน
ถ้าพิจาร ณาอง์ประกอบทั้ง 9 ตัวบ่งชี้ที่เป็นตัวแปรต้นหรือ KPI อยู่ในองค์ประกอบการเรียนการสอน และ การวิจัย เป็นส่วนใหญ่  ตัวบ่งชี้อื่นในองค์ประกอบอื่นที่เหลือ เป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญรองลงไป และถือว่าเป็นตัวแปรตาม และมักจัดทำเอกสารขึ้นมารองรับได้ โดยไม่สัมพันธ์กับคุณภาพที่แท้จริง

ลองพิจารณาให้ง่ายชึ้น โดยสมมติให้องค์ประกอบที่ 2 การเรียนการสอน และองค์ประกอบที่ 4 การวิจัย เป็นองค์ประกอบหลักหรือประธาน ส่วนอีก 7 องค์ประกอบที่เหลือ ให้ถือว่าเป็นส่วนรองหรือส่วนทำหน้าที่ขยาย (เทียบได้กับคำวิเศษ) ขององค์ที่เป็นประธาน  ยกตัวอย่างองค์ประกอบที่ 7 การบริหารจัดการ มีเรื่องบริหารความเสี่ยงเป็นหัวข้อหนึ่ง ถ้าเราพิจารณาให้   ส่วนนี้ทำหน้าที่ขยายองค์ประกอบที่ 2 การเรียนการสอนและองค์ประกอบที่ 4 การวิจัย ก็จะไม่มีปัญหา เช่นพิจารณาว่างานวิจัยโครงการหนึ่งๆที่จัดทำขึ้นมีการคำนึงถึงความเสี่ยง มากน้อยเพียงใดหรือไม่ เป็นต้น แต่ที่เป็นปัญหาในขณะนี้คือ การตีความให้องค์ประกอบที่ 7 การบริหารจัดการ เป็นประธานขึ้นมา ทำให้ต้องจัดทำแผนหรือกิจกรรมแปลกๆ ขึ้นมารองรับ เช่น แผนจัดการความเสี่ยง แยกออกมาต่างหากทั้งๆ ที่ควรพิจารณาให้แทรกอยู่ในองค์ประกอบหลักหรือประธาน เพื่อทำหน้าที่ขยายอยู่แล้ว

พิจารณาอีกแง่หนึ่งองค์ประกอบที่ 2 การเรียนการสอน และองค์ประกอบที่ 4 การวิจัย เป็นองค์ประกอบที่ทำหรือดำเนินการเทียบได้กับตัว Do หรือ D ใน PDCA cycle ส่วนองค์ประกอบอื่นที่เหลืออีก 7 องค์ประกอบมีเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นส่วนของ  P,  CA ของ PDCA cycle ซึ่งเป็นส่วนเสริมให้ องค์ประกอบที่ 2 และ 4 สมบูรณ์ การที่พยายามให้องค์ประกอบทั้ง 7 มีความสำคัญขึ้นมาเทียบเท่าองค์ประกอบที่ 2 และ 4 ทำให้มีการพยายามตั้งเกณฑ์ของ PDCA เข้าไปในองค์ประกอบที่เหลือทั้ง 7 นี้ เปรียบเสมือนการทำ PDCA ซ้อน PDCA ผลก็คือทำให้เกิดแผนหรือโครงการหรือกิจกรรมที่ขาดความเหมาะสม บิดเบี้ยว และไร้ประสิทธิภาพ อันเป็นการบั่นทอนคุณภาพที่แท้จริง

องค์ประกอบที่ 5 ชื่อ การบริการวิชาการแก่สังคม เป็นชื่อที่ใช้ในภาษาไทยมีความหมายค่อนข้างแคบ ในต่างประเทศจะใช้คำที่ให้ความหมายกว้าง และครอบคลุมกว่า เช่น กรณีมหาวิทยาลัยในประเทศออสเตรเลียใช้คำว่า community engagement หรือชุมชนสัมพันธ์ และกรณีมหาวิทยาลัยในประเทศฟินแลนด์ใช้คำว่า regional impact หรือผลกระทบต่อชุมชน องค์ประกอบที่ 5 นี้เป็นผลสืบเนื่องจาก 2 องค์ประกอบหลักนั่นคือ การสอนและงานวิจัย เป็นองค์ประกอบที่สร้างผลิตผลคือ บุคลากรที่มีความรู้ และสร้างองค์ความรู้ขึ้น จากนั้นจึงนำผลิตผลทั้งสองนี้ ไปช่วยเหลือหรือบริการวิชาการแก่สังคม โดยนัยนี้ คุณภาพของมหาวิทยาลัยจะวัดได้จาก ผลกระทบต่อสังคมอันเกิดจากบุคลากร และองค์ความรู้ที่มหาวิทยาลัยผลิตขึ้น

ซึ่งที่ผ่านมา บ่อยครั้งมีการเบี่ยงเบนการบริการวิชาการต่อสังคมของมหาวิทยาลัยออกไป จากความหมายที่กล่าวไว้นี้ ทำให้งานบริการวิชาการแก่สังคม กลายเป็นงานทั่วไปที่หน่วยงานอื่นทำอยู่แล้ว ตามหน่วยงานราชการหรือมูลนิธิต่างๆ ซึ่งการบริการเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่จุดประสงค์การบริการวิชาการของมหาวิทยาลัย เพราะงานบริการวิชาการของมหาวิทยาลัยต้องแตกต่าง โดยต้องชี้นำสังคมได้ เป็นงานริเริ่ม (initiate) และที่น่าสังเกตคือ อาจไม่จำเป็นต้องแพง หรือมีมูลค่าที่คิดเป็นรายได้กลับคืนมา ซึ่งบางตัวบ่งชี้พยายามตีมูลค่าบริการวิชาการของมหาวิทยาลัยเป็นมูลค่าเงิน ที่มหาวิทยาลัยใช้ไปในการบริการวิชาการ ซึ่งแม้ว่าจะทำได้ ก็ไม่ควรให้น้ำหนักมาก

ส่วนองค์ประกอบที่ 6 ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม  องค์ประกอบนี้ควรจะยุบรวมกับองค์ประกอบที่ 5 แล้วเปลี่ยนชื่อองค์ประกอบเป็น community impact หรือแปลเป็นไทยว่า (ใช้ความรู้สร้าง) ผลกระทบต่อชุมชน ทั้งนี้เพราะการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม  เป็นการใช้บุคลากร และองค์ความรู้ของมหาวิทยาลัยไปรับใช้ชุมชนเช่นกัน โดยความรู้หรือวิชาการที่ใช้ในด้านนี้มีความเป็นสังคมศาสตร์มากทำให้คณะวิชา ด้านสังคมศาสตร์จะให้บริการความรู้ด้านนี้ได้ดี ยกตัวอย่าง เช่น คณะศิลปศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ คณะโบราณคดี  และคณะนิเทศศาสตร์ เป็นต้น

ปัญหา ของการยกเรื่องทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมขึ้นมาเป็นองค์ประกอบ เช่นที่ทำอยู่นี้สร้างความลำบากให้แก่มหาวิทยาลัย หรือคณะวิชาด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี เพราะธรรมชาติของวิชาไม่เอื้อให้นำมาใช้กับหัวข้อนี้ได้ง่าย

การตั้ง หัวข้อทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมขึ้น เป็นองค์ประกอบเช่นที่ทำอยู่นี้ยังไม่เป็นสากล ไม่มีประเทศใดทำกัน โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยของประเทศตะวันตก ซึ่งน่าจะมีสาเหตุ เพราะเรื่องศิลปวัฒนธรรมเป็นเรื่องนามธรรม ซึ่งตรวจนับยาก และมีข้อโต้แย้งในการประเมินได้มาก ส่วนเรื่องแนวคิดของประกันคุณภาพ ก็เป็นเรื่องที่คำนึงถึงการบริหารจัดการเป็นอย่างมาก ซึ่งขั้นตอนอย่างหนึ่งของการบริหารคือ การประเมิน ซึ่งการประเมินที่ดี สิ่งที่ถูกประเมินหรือตัวบ่งชี้จะต้องตรวจนับได้ง่าย ดังนั้น ระบบประเมินคุณภาพการศึกษา ในประเทศที่มีประสบการณ์ด้านประกันคุณภาพมากแล้ว จึงไม่มีองค์ประกอบเรื่องทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ซึ่งถือว่าทำให้เกิดตัวบ่งชี้ที่มีปัญหาการประเมินตามที่กล่าวมาแล้ว

ความผิดพลาดของตัวบ่งชี้

ใน ระดับตัวบ่งชี้ก็มีข้อผิดพลาด โดยตัวบ่งชี้ทั้ง 44 ตัวที่บัญญัติขึ้นทำให้เกิดเป้าหมายขึ้น 44 เป้าหมายเช่นกัน มองในเชิงบริหารจัดการปริมาณเป้าหมาย 44 เป้าหมาย ถือว่ามากและมากจนทำให้ขาดการลำดับความสำคัญ และการให้ความสำคัญทั้งหมดทำให้ต้องมีเอกสารรองรับจำนวนมาก ถ้านำตัวบ่งชี้ทั้งหมดมาประเมินคุณภาพตัวบ่งชี้ตามหลักวิชาด้วยการวัดความ เที่ยงตรงน่าเชื่อถือ (validity) ความครอบคลุม (comprehensiveness) ความเป็นไปได้ (feasibility) ความเป็นประโยชน์ (utility) ความเหมาะสม (appropriateness) ความง่ายต่อการเข้าใจ (comprehensibility) ความเชื่อถือได้ (credibility) และมีมาตรฐาน (standardization) แล้วอาจพบว่าตัวบ่งชี้มากกว่าครึ่งหนึ่งที่ไม่มีคุณภาพพอ ดังจะขอยกตัวอย่างตัวบ่งชี้ของ สกอ. มาอธิบายพอสังเขปดังนี้

ตัวบ่ง ชี้ที่ 2.4 ของ สกอ. ระบุสัดส่วนของจำนวนนักศึกษาต่อจำนวนอาจารย์ที่เหมาะสม โดยให้คะแนนตามค่าแตกต่างจากค่าที่เหมาะสมนั้น ทำให้เกิดผลลัพธ์แปลกๆ คือ ถ้าสาขาวิชาหนึ่งมีค่าสัดส่วนของจำนวนนักศึกษา ต่อจำนวนอาจารย์ที่เหมาะสมเท่ากับ 100 : 1 และสถาบันการศึกษาจัดสัดส่วนของจำนวนนักศึกษาต่อจำนวนอาจารย์ได้เท่ากับ 100 : 1 ก็จะได้คะแนนเต็ม 3 แต่ถ้าจัดเป็น 92:1 ได้คะแนนเป็น 2 และถ้าจัดเป็น 80:1 ได้คะแนนต่ำสุดคือ 1 คะแนน  จะเห็นว่าสัดส่วนของจำนวนนักศึกษาต่อจำนวนอาจารย์มีค่าน้อย คะแนนที่ได้ก็น้อยตามไปด้วย ซึ่งขัดกับหลักการทางศึกษาศาสตร์ที่ว่า สัดส่วนของจำนวนนักศึกษาต่อจำนวนอาจารย์มีค่ายิ่งน้อย การเรียนการสอนก็ยิ่งมีคุณภาพ

ตัวบ่งชี้ที่ 5.1 ของ สกอ. ระบุว่า ให้มีระบบและกลไกการบริการทางวิชาการแก่สังคม ตามเป้าหมายของสถาบัน โดยทำตามเกณ์ซึ่งแบ่งเป็น 7 ระดับดังนี้

* มีการจัดทำนโยบาย แผนกลยุทธ์ และแผนดำเนินงานของการบริการวิชาการแก่สังคม
* มีคณะกรรมการ คณะทำงานหรือหน่วยงานดำเนินการให้บริการวิชาการแก่สังคมตามแผนที่กำหนด
* มีการกำหนดหลักเกณฑ์และหรือระเบียบในการให้บริการวิชาการแก่สังคม
* มีการประเมินผลการปฏิบัติงานตามแผนที่กำหนด
* มีการนำผลการประเมินไปปรับปรุงการบริการวิชาการแก่สังคม
* มีการจัดทำแผนการเชื่อมโยงและบูรณาการการบริการวิชาการแก่สังคมเข้ากับการเรียนการสอน หรือการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม
* มีการประเมินสัมฤทธิผลและนำผลการประเมินไปพิจารณาปรับปรุงความเชื่อมโยง และบูรณาการระหว่างการบริการวิชาการแก่สังคมกับภารกิจอื่นๆของสถาบัน

กติกา คิดคะแนนตามการดำเนินงานเป็นระดับจาก ข้อแรกไปยังข้อสุดท้าย ถ้าสถาบันการศึกษาทำตามเกณฑ์ได้ไม่ครบ 3 ข้อแรกได้ 1 คะแนน  ทำได้ 3-4 ข้อได้ 2 คะแนน และถ้าทำได้ 5-7 ข้อได้ 3 คะแนน

เริ่มวิเคราะห์ข้อ ที่ 1 ว่าเป็นกิจกรรมที่จำเป็นหรือไม่ ในความเห็นของผู้เขียนเห็นว่าไม่จำเป็น ทั้งนี้เพราะก่อนหน้านี้มหาวิทยาลัย ก็ดำเนินการบริการวิชาการแก่สังคมมาก่อนได้ โดยไม่ต้องมีการจัดทำเกณฑ์ตามข้อ ที่ 1 แต่เมื่อต้องจัดทำขึ้นก็ยังมีความยากในการจัดทำ โดยต้องทำให้ครบทั้ง นโยบาย แผนกลยุทธ์ และแผนดำเนินงาน จึงจะได้คะแนน ซึ่งในสภาพความเป็นจริงมหาวิทยาลัยสามารถดำเนินการบริการวิชาการแก่สังคมได้ อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องมีการจัดทำเกณฑ์ตามข้อที่ 1 หรือเพียงทำแต่บางรายการก็ได้ ซึ่งการเขียนเกณฑ์เช่นนี้เป็นการกำหนดรายละเอียดมากไป และ ตายตัวเกินไป

ประเด็น ต่อมาเป็นปัญหาของการตั้งเกณฑ์แบบระดับ ซึ่ง ความจริงแล้วถ้าไม่ได้ทำตามลำดับก็ทำได้อยู่ดี เช่นบางกรณีมหาวิทยาลัยอาจไม่ได้จัดทำในข้อ 1 แต่ได้จัดทำข้ออื่นๆ แทบทั้งหมด ถ้าเป็นเช่นนี้แทนที่มหาวิทยาลัยจะได้คะแนนสูง ก็กลับได้คะแนน เพียง 1 คะแนน ตามกติกาที่กำหนดว่าถ้าข้อ 1 ไม่ได้ทำ แม้จะทำข้ออื่นได้กี่ข้อที่ระดับใดก็ตาม ก็จะได้คะแนนแค่ 1 คะแนน ซึ่งวิธีวัดเช่นนี้ไม่สามารถวัดคุณภาพที่แท้จริงได้ สำหรับเกณฑ์ข้อที่ 4 มีการประเมินผลการปฏิบัติงานตามแผนที่กำหนด แม้ว่าเป็นเรื่องปกติที่ควรกำหนดการประเมินไว้ เพื่อดำเนินการต่อจากแผนที่ กำหนดไปแล้ว แต่เนื่องจากปริมาณแผนและโครงการต่างๆ มีการจัดทำไว้มากเกินไป สิ่งที่ตามมาก็คือต้องจัดทำการประเมินและสรุปผลเป็นเอกสารที่มากเกินไปเช่น กัน ยกตัวอย่างเช่น ในงานนิทรรศการที่จัดโดยคณะวิชาหนึ่งผู้เข้าชมงานจะได้รับแจก เอกสารการประเมินความพึงพอใจในทุกบูธที่เข้าเยี่ยมชม ซึ่งเป็นการประเมินที่เกินพอดี และไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งผู้จัดทำก็ไม่ได้คิดจะใช้ประโยชน์จากการประเมินจริง ผู้กรอกแบบประเมินก็รำคาญ และเบื่อหน่ายเกินกว่าที่จะตั้งใจกรอกแบบประเมินให้เกิดการพัฒนา

ส่วน เกณฑ์ข้อที่ 6 มีการจัดทำแผนการเชื่อมโยงและบูรณาการการบริการวิชาการแก่สังคม เข้ากับการเรียนการสอน หรือการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม   ข้อพิจารณาประเด็นแรกคือ มีการบัญญัติให้ทำแผนขึ้นอีก ทั้งๆ ที่เกณฑ์ข้อนี้เป็นเพียงเกณฑ์ซึ่งอยู่ในตัวบ่งชี้ และตัวบ่งชี้นี้ก็ไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้สำคัญ (KPI) จนถึงกับต้องมีแผน จะเห็นได้ว่าเป็นการไม่เข้าใจของผู้บัญญัติตัวบ่งชี้ ที่พยายามทำให้ทุกกิจกรรมต้องมีหลักฐานเอกสาร PDCA cycle โดยขาดการคำนึงถึงการลำดับความสำคัญ ทำให้ต้องจัดทำเอกสารไปหมดทุกอย่าง ข้อพิจารณาประเด็นถัดมาคือ การพยายามให้มีการเชื่อมโยงการบริการวิชาการแก่ สังคมเข้ากับการเรียนการสอน หรือการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม กรณีนี้จะไม่เป็นปัญหาถ้าจุดมุ่งหมายมีว่าให้มหาวิทยาลัยใช้ความรู้จากการ เรียนการสอนหรือการวิจัยไปบริการวิชาการแก่สังคมเพราะมันเป็นวิถีที่เป็นไป ตามธรรมชาติอยู่แล้ว

แต่การที่เขียนเกณฑ์เช่นนี้ แสดงว่าผู้เขียนอาจเข้าใจเป็นอย่างอื่น คือเข้าใจว่า หลังจากมหาวิทยาลัยบริการวิชาการแก่สังคมแล้ว ให้นำสิ่งที่ไปบริการวิชาการแก่สังคมกลับมาใช้ในการเรียนการสอน หรือการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมต่อไป ซึ่งจากการตรวจประเมินคุณภาพที่ผ่านมา ผู้ประเมินส่วนใหญ่ก็เข้าใจเป็นอย่างหลัง  แล้วมีอะไรที่ผิด หรือสิ่งที่ผิด

* ประการแรกคือผิดในแง่ที่ว่าเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นเลย ที่จะต้องให้การบริการวิชาการแก่สังคมต้องย้อนกลับมาใช้ในการเรียนการสอน หรือการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมอีก เปรียบเสมือนขว้างของออกไปแล้วต้องตามไปเก็บซึ่งเป็นภาระเปล่าๆ
* ผิดประการที่สองคือเป็นการให้อย่างมีเงื่อนไขซึ่งผิดวิสัยของคนที่มี ศาสนะ ธรรม เงื่อนไขดังกล่าวยังทำให้ผู้บริการวิชาการแก่สังคมต้องทบทวนเลือกเรื่องที่ จะให้บริการ และอาจทำให้งานบริการวิชาการแก่สังคมที่ดีๆ ต้องเสียโอกาสหรือถูกลดความสำคัญ ลงอย่างน่าเสียดาย

ถ้าจะยกตัวอย่าง ตัวบ่งชี้ที่ผิดมาอธิบายเพิ่ม บทความนี้คงมีพื้นที่ไม่พอ แทนที่จะทำเช่นนั้น ผู้เขียนขอเสนอตัวบ่งชี้ที่สำคัญที่จะแก้ปัญหาสำหรับเวลานี้ นั่นคือตัวบ่งชี้ จัดให้ครูและอาจารย์ได้ใช้เวลาไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของเวลาทำงานสำหรับทำงานหลักอันได้แก่งานสอน และ/หรืองานวิจัย

ผลการประเมินที่ไม่น่าเชื่อถือ

การ ประเมินคุณภาพการศึกษาของไทยเป็นระบบให้คะแนน แล้วจึงให้การรับรองหรือไม่รับรองตามคะแนน เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเปิดช่องให้เกิดความผิดพลาดในการให้น้ำหนักคะแนนแต่ละ องค์ประกอบ ดังหัวข้อที่ผ่านมาแล้ว ขณะที่ระบบประกันคุณภาพของทางประเทศตะวันตกเป็นแบบให้การรับรอง หรือไม่ให้การรับรองเป็นเรื่องๆ ไป โดยไม่ได้ให้เป็นคะแนน สาเหตุการประเมินคุณภาพการศึกษาของไทยเป็นระบบการให้คะแนน น่าจะเป็นเพราะความต้องการที่จะจัดอันดับสถาบันอุดมศึกษาของไทย โดยความร่วมมือของหน่วยงาน 3 หน่วยงาน คือ สมศ.  สกอ. และสำนักงานการศึกษาแห่งชาติ (สกศ.) จึงทำให้เกิดเกณฑ์และตัวบ่งชี้จาก สมศ. และ สกอ. เป็นระบบคิดคะแนน ทั้งนี้เพื่อให้พร้อมที่จะใช้จัดอันดับสถาบันอุดมศึกษาในการประเมินคุณภาพ ภายนอกรอบสองของ สมศ. ซึ่งเริ่มเมื่อปีงบประมาณ 2549 ที่ผ่านมา

แม้ ว่าระบบให้คะแนนดังกล่าว ทำให้สามารถนำมาจัดอันดับสถาบันอุดมศึกษาได้ แต่ผลสัมฤทธิ์นั้นยังเป็นที่สงสัย เพราะมหาวิทยาลัยไทยที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติได้ คะแนนการประเมินไม่ต่างกับมหาวิทยาลัยทั่วไป โดยพิจารณาจาก คะแนนการประเมินคุณภาพภายนอกของสถาบันอุดมศึกษาของ สมศ. รอบที่ 2 พบว่า คะแนนที่แต่ละสถาบันการศึกษาได้ไม่สอดคล้องกับผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัย ระดับนานาชาติที่ The Times Higher Education Supplement จัดทำไว้ ประจำปี 2008 โดย มหาวิทยาลัยของไทยที่ติดอันดับ 400 มหาวิทยาลัยดีเด่นแรกของโลก ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  มีลำดับอยู่ที่ 166  251 และ 400 ตามลำดับ และคะแนนการประเมินคุณภาพภายนอกจาก สมศ. ในรอบที่สองนี้ทั้งสามมหาวิทยาลัยได้คะแนน 4.62   4.53  และ 4.57 ตามลำดับ ซึ่งใกล้เคียงกัน

แต่มีข้อสังเกตคือมหาวิทยาลัยของไทยที่ไม่ได้อยู่ ใน 400 อันดับแรก จำนวนมากก็ได้รับการประเมินคุณภาพภายนอกจาก สมศ. ด้วยคะแนนที่อยู่ในระดับเดียวกันนี้และมีอย่างน้อย 4 มหาวิทยาลัยที่ทำคะแนนได้ 4.62 ขึ้นไป  ชี้ให้เห็นว่าคะแนนการจัดอันดับมหาวิทยาลัยของ สมศ. ไม่น่าเชื่อถือ คือ ไม่สามารถแยกมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศออกจากมหาวิทยาลัยทั่วไปได้

ใน ความเห็นของผู้เขียน ควรจะทำระบบการประเมินคุณภาพเพื่อให้การรับรองแก่มหาวิทยาลัยให้ได้มั่นคง มีความน่าเชื่อถือเสียก่อน แล้วจึงทำการจัดอันดับมหาวิทยาลัย การพยายามทำทั้งสองอย่างไปพร้อมกันเช่นนี้ เปรียบเสมือนการทำการทดลองวิทยา ศาสตร์ โดยมีตัวแปรที่ไม่ควบคุมมากกว่าหนึ่งตัว ทำให้ไม่สามารถสรุปผลการทดลองได้
วินิจฉัยสาเหตุ

ประเด็นสำคัญที่ นักบริหารการศึกษามักเข้าใจผิดคือ ความหมายของคำว่าคุณภาพ ซึ่งตาม ความหมายของเดมมิ่งหมายถึงคุณภาพที่เป็นคุณภาพเชิงบริหารจัดการ ซึ่งต้องมาคู่กับประสิทธิภาพ ดังจะเห็นได้จากปรัชญาคุณภาพของเดมมิ่งที่เขียนสรุปสั้นๆ โดยชาวญี่ปุ่นดังนี้

Quality =  Results of work efforts / Total costs
(คุณภาพ  =  ผลที่ได้จากการทุ่มเททำงาน / ต้นทุนทั้งหมด  )

ซึ่ง ตามความหมายนี้ คุณภาพจะเป็นผลลัพธ์ของการทำงานที่สัมพันธ์กับต้นทุน หรือประสิทธิภาพตลอดเวลา ส่วนคุณภาพที่คนในวงการประกันคุณภาพการศึกษามักเข้าใจผิดเป็นอย่างไร ประการแรกที่เห็นได้ชัดคือ เป็นคุณภาพที่ได้มาแบบไม่คำนึงถึงความสิ้นเปลือง หรือความคุ้มทุน ส่วนใหญ่เราจะเห็นได้จากการตั้งค่าเป้าหมาย และวิธีทำให้ถึงเป้าหมายอันปฏิบัติตามแล้วจะขาดทุน ซึ่งในทางบริหารถือว่าไม่มีประสิทธิภาพ  สิ่งที่เกิดขึ้นกับระบบประกันคุณภาพการศึกษาของไทยคือ การที่ผู้บริหารการ ศึกษาที่มีหน้าที่เขียนกติกา ตัวบ่งชี้ และเกณฑ์สำหรับการประเมินคุณภาพไม่เข้าใจระบบประกันคุณภาพตามความหมายของเด มมิ่ง หรือกล่าวได้ว่าผู้เขียนตัวบ่งชี้มีทัศนะที่ไม่เป็นผู้บริหาร (manager) มีแต่ทัศนะของผู้ตรวจประเมิน (auditor) ซึ่งโดยธรรมชาติผู้บริหารจะเป็นผู้ทอนตัวบ่งชี้หรือทางเลือกให้น้อยลงโดย เลือกทำในสิ่งที่สำคัญก่อน ขณะที่ธรรมชาติของผู้ตรวจประเมินจะถือความครบถ้วนของเนื้อหา (content) ทำให้ตัวบ่งชี้เกิดขึ้นจำนวนมาก หรืออีกมุมมองหนึ่งอาจเปรียบผู้ตรวจประเมินเป็นนักปริยัติ และผู้บริหารเป็นนักปฏิบัติก็ได้ นักปริยัติคือผู้ที่ท่องจำตำราไว้มาก แต่นักปฏิบัติหมายถึงผู้ที่ได้ปฏิบัติตามตำราจริงแล้ว ซึ่งในที่นี้มีข้อสังเกตว่านักบริหารการศึกษาไทยที่กำหนดนโยบาย หรือกติกาส่วนใหญ่ไม่เคยมีประสบการณ์ตรงทางด้านระบบประกันคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็น 5ส  TQM หรือ ISO มาก่อนเลย

ถ้ากติกาตัวบ่งชี้ในระบบ ประกันคุณภาพการศึกษา ได้รับการแก้ไขให้ถูกต้อง ตามความหมายประกันคุณภาพของเดมมิ่งแล้วจำนวนโครงการ หรือกิจกรรม รวมถึงงานเอกสารส่วนเกินจำนวนมากจะลดลง  ทั้งนี้เราสามารถประมาณเพื่อหาระบบประกันคุณภาพการศึกษาที่แก้ไขจนเหมาะสม แล้วจากการเทียบเคียงกับระบบประกันคุณภาพ ISO ซึ่งเป็นระบบประกันคุณภาพที่มีการพัฒนาจนอยู่ตัวแล้ว ในระบบ ISO มีการกำหนดข้อกำหนดไว้ประมาณ 20 ข้อ ซึ่งเทียบเท่ากับเกณฑ์หรือตัวบ่งชี้ในระบบประกันคุณภาพการศึกษา แต่เราจะพบลักษณะสำคัญประการหนึ่งคือ ระบบ ISO จะบอกข้อกำหนดแต่เพียงว่าแต่ละข้อกำหนดปฏิบัติอะไรบ้าง แต่ไม่บอกว่าให้ทำอย่างไร เนื่องจากคำนึงถึงบริษัทที่นำระบบ ISO ไปใช้ย่อมมีความหลากหลาย และมีกิจกรรมแตกต่างกันไป การบอกข้อกำหนดแต่เพียงให้ปฏิบัติอะไรเป็นการกำหนดในระดับหลักการบริหารที่ ดี ที่บริษัททั่วๆ ไปต้องทำอยู่แล้ว ดังนั้นข้อกำหนดจึงใช้ได้กับทุกบริษัท แต่ถ้าข้อกำหนดมีการกำหนดให้ทำอย่างไร เป็นการให้วิธีการหรือรายละเอียดที่เฉพาะ และตายตัวจนเกินไปทำให้เหมาะสำหรับบางบริษัท และไม่เหมาะกับบางบริษัท ตรงจุดนี้เองเป็นจุดที่ระบบประกันคุณภาพการศึกษาของไทยทำผิดพลาด โดยการสร้างตัวบ่งชี้ที่บอกให้ทำในระดับอย่างไร จำนวนมาก

ถ้าเรายึด การบัญญัติตัวบ่งชี้คุณภาพของระบบ ประกันคุณภาพการศึกษาตามระบบ ISO เราก็จะกำหนดตัวบ่งชี้ที่อยู่ในหลักการที่ทุกสถาบันการศึกษาปฏิบัติได้ ส่วนในระดับที่เฉพาะหรือลงลึกถึงรายละเอียดการปฏิบัติอย่างไร ก็ไม่จำเป็นต้องบัญญัติไว้  เพราะในระดับอย่างไร แต่ละหน่วยงานหรือสถาบันการศึกษามีหน้าที่ต้องออกแบบวิธีการที่เหมาะสมเอง   จากนั้นจึงบันทึกวิธีการไว้เป็นเอกสารแล้วปฏิบัติตามนั้นจริง เช่นนี้ทำให้เป้าหมายหรือ A ของ PDCA cycle ถูกสร้างขึ้นโดยหน่วยงานเอง และมีลักษณะ fitness for purpose หรือพอดีกับความต้องการของหน่วยงาน ส่วน A ที่เกิดขึ้นจากตัวบ่งชี้ของระบบประกันคุณภาพการศึกษาไทยที่ผิดพลาด จะระบุเกินหลักการอะไรจนเป็นอย่างไรแล้วนั้น อาจารย์บางท่านกรุณาให้ทัศนะว่า A นี้ไม่ใช่ Action แต่เป็นเอเลี่ยนหรือตัวแปลกปลอม ซึ่งถ้าเป็นไปตามระบบที่ถูกต้องนี้ ตัวบ่งชี้ และเกณฑ์ที่กำหนดลงรายละเอียดจนเกินไปจะถูกตัดเหลือน้อยลง ทำให้โครงการและกิจกรรมที่เกินโดยไม่จำเป็นพลอยลดลงไปด้วย

 

แนวทางแก้ไข

นัก ปราชญ์ นักเกษตรกรรมธรรมชาติชาวญี่ปุ่นชึ่อ มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ ได้คิดวิธีเกษตรกรรมธรรมชาติขึ้น อันเป็นการปฏิวัติวิธีการทำการเกษตรกรรมแบบเดิม โดยใช้หลักปรัชญา การทำด้วยการไม่กระทำ นั่นคือการพัฒนาโดยขจัดกิจกรรม หรือการกระทำที่ไม่จำเป็นออกไป  ส่วนวิกฤตคุณภาพการศึกษาไทย เกิดขึ้นจากอวิชาของนักวิชาการไทย อันทำให้เกิดลักษณะตรงกันข้ามคือ การไม่ทำด้วยการกระทำ ซึ่งทำให้เกิดงานภาระส่วนที่ไม่จำเป็นขึ้นอย่างมากมาย ซึ่งเป็นตัวถ่วงและทำลายคุณภาพการศึกษา

ผู้เขียนหวังว่ารัฐบาลที่ มีนายกรัฐมนตรีที่ เคยพูดไว้ในช่วงหาเสียงว่าจะแก้ ปัญหาครูโดยลดภาระงานต่างๆ ของครู จะเป็นรัฐบาลที่มองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นตามที่เป็นจริง และลงมือแก้ปัญหาให้ถูกจุดโดยเร็ว ไม่หลงทางอยู่เพราะมัวแต่ฟังนักวิชาการที่ร่างนโยบายในห้องแอร์ ที่เอ่ยอ้างถึงสิ่งที่ฟังดูดีทั้งหลาย และออกมาตรการที่เมื่อบังคับทำจริงๆ แล้ว กลับเป็นการเพิ่มภาระงานเอกสาร และงานประชุมให้แก่ครูอย่างไม่มีวันสิ้นสุด เข้าทำนองยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง หรือพายเรือในอ่าง   ถ้าหากท่านมองเห็นและลดภาระงานเอกสารที่ไร้สาระประโยชน์อันเป็นภาระของครู จากร้อยละ 30-40 ของเวลางานให้เหลือร้อยละ 5  จะเป็นการคืนเวลาสอนหนังสือแก่ครู  ให้ครูมีเวลาได้สอนแบบปกติที่ควรและเคยเป็น  ถ้าท่านทำได้ คุณภาพการเรียนการสอนจะกลับคืนมาร้อยละ 10-20 ในเวลาไม่นาน ขอให้ท่านอย่าได้ให้ระบบประกันคุณภาพการศึกษาแบบผิดๆ ทำร้ายประเทศไทยอีกเลย

ที่มา : http://www.vcharkarn.com/varticle/38848

 
ท่านทราบหรือไม่ว่าเว็บไซต์แรกของโลกคือเว็บอะไร และสร้างโดยใคร


เว็บไซต์แรกของโลก คือ http://info.cern.ch เปิดตัวครั้งแรกบนโลกไซเบอร์เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2534 สร้างโดย เซอร์ทิโมที จอห์น เบอร์เนิร์ส-ลี (Sir Timothy John Berners-Lee, OM, KBE, FRS, FREng, FRSA)หรือที่เรารู้จักในนาม ทิม เบอร์เนิร์ส-ลี ผู้คิดและพัฒนาระบบ เวิลด์ไวด์เว็บ (WorldWideWeb) เป็นคนแรกของโลก


ทิม เบอร์เนิร์ส-ลี เกิดในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เป็นบุตรของนายคอนเวย์ เบอร์เนิร์ส-ลี และนางแมรี ลี วูดส์ ซึ่งทั้งสองคนนี้เป็นนักคณิตศาสตร์ ผู้อยู่ในทีมสร้างคอมพิวเตอร์ "แมนเชสเตอร์ มาร์ก 1" คอมพิวเตอร์ยุคแรกของโลก

ระหว่างเดือนมิถุนายน ? ธันวาคม พ.ศ. 2523 เป็นช่วงที่ ทิม เบอร์เนิร์ส-ลี ได้ทำงานเป็น Freeland อยู่ที่เซิร์น (Cern) ได้เสนอโครงการ ข้อความหลายมิติ (Hypertext) ขึ้นเพื่อใช้ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างนักวิจัยด้วยกัน และมีการเริ่มสร้างระบบต้นแบบไว้แล้ว โดยใช้ชื่อว่า ENQUIRE

? เมื่อถึง พ.ศ. 2532 เซิร์นได้กลายเป็นศูนย์อินเทอร์เน็ตที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป และเบอร์เนิร์ส-ลีได้เล็งเห็นโอกาสในการใช้ "ข้อความหลายมิติ" ผนวกเข้ากับอินเทอร์เน็ต เบอร์เนิร์ส-ลีเขียนไว้ในข้อเสนอโครงการของเขาว่า "...ผมเพียงเอาความคิดเรื่องข้อความหลายมิตินี้เชื่อมต่อเข้ากับความคิด "ทีซีพี" และ "DNS" และเท่านั้นก็จะได้ "เวิลด์ไวด์เว็บ.." เบอร์เนิร์ส-ลีร่างข้อเสนอของเขาเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2532 และในปี พ.ศ. 2533 ด้วยความช่วยเหลือของโรเบิร์ต ไคลิยู ช่วยปรับร่างโครงการให้ ไมค์ เซนดอลล์ผู้จัดการของเบอร์เนิร์ส-ลีจึงรับข้อเสนอของเขา ในข้อเสนอนี้ เบอร์เนิร์ส-ลีได้ใช้ความคิดเดียวกับระบบเอ็นไควร์มาใช้สร้างเวิลด์ไวด์เว็บ ซึ่งเขาได้ออกแบบและสร้างเว็บเบราว์เซอร์และเอดิเตอร์ตัวแรก (เรียกว่าWorldWideWeb และพัฒนาด้วย NEXTSTEP)และเว็บเซิร์บเวอร์ขึ้น เรียกว่า httpd (ย่อมาจาก HyperText Transfer Protocal Deamon)

เว็บ ไซต์ แรกสุดสร้างขึ้นที่เซิร์น นำขึ้นออนไลน์เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2534 ให้คำอธิบายว่าเวิลด์ไวด์เว็บคืออะไร การที่จะเป็นเจ้าของเบราว์เซอร์ทำได้อย่างไรและจะติดตั้งเว็บเซิร์บเวอร์ได้ อย่างไร นอกจากนี้ยังนับเป็นเว็บไดเร็กทอรี่อันแรกของโลกด้วยเนื่องจากเบอร์ เนิร์ส-ลีดูแลรายชื่อของเว็บไซต์อื่นๆ ทั้งหมด นอกจากของตนเองด้วย

เบอร์ เนิร์ส-ลีเปิดเผยให้ความคิดแก่ทุกคนและทุกองค์กร โดยไม่คิดมูลค่า เขาไม่เคยจดทะเบียนลิขสิทธิ์การค้นคิดของเขาเลย รวมทั้งไม่เรียกค่าตอบแทนหรือรางวัลอื่นใดจากใคร นอกจากเงินเดือนปกติ ดังนั้น กลุ่มบริษัทเวิลด์ไวด์เว็บจึงตัดสินใจไม่คิดมูลค่าใดๆ จากการนำมาตรฐานของกลุ่มบริษัทไปใช้ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ประกอบการทุกรายยอมรับมาตรฐานเดียวกันได้บนพื้นฐานทาง เทคโนโลยี ไม่ใช่พื้นฐานค่าสิขสิทธิ์ถูกหรือแพง? (ที่มา  :  th.wikipedia.org)

ในพ.ศ. 2548 ทิม เบอร์เนิร์ส-ลี ได้รับยกย่องจากนิตยสาร Time ให้เป็น 1 ใน 100 บุคคลที่ทรงอิทธิพลของศตวรรตที่ 20 และในวันที่ 13 มิถุนายน 2550 ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ฝ่ายหน้าจากสมเด็จพระบรมราชินีเอลิซา เบท เป็นการส่วนพระองค์ ซึ่งคนที่ได้รับและยังมีชีวิตอยู่มีเพียง 24 คนเท่านั้น

เมื่อวันที่ 06 สิงหาคม 2553 ที่ผ่านมาได้ครบรอบ 18 ปีพอดี ของการกำเนิดเว็บไซต์ http://info.cern.ch และในปัจจุบันยังสามารถใช้งานได้อยู่ โดยภายในเว็บจะแสดงเนื้อหาบอกเล่าความเป็นมาของการเกิดเว็บไซต์แห่งแรกของโลกขึ้น


ที่มา  :  www.ReadyPlanet.com
 

รับสอนพิเศษ

Image
รับสอนพิเศษคณิตศาสตร์ ติวเลข

น้องๆม.ปลายหลายคนคงกำลังมองหาที่เรียนที่จะสามารถติวข้อสอบและเนื้อหาในการเรียนเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่น้องๆอยากเรียนได้จริง หากวันนี้น้องๆกำลังมองหาที่เรียนพิเศษดีดีสักที่ ที่จะเปลี่ยนความคิดในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่แสนยากของน้องๆให้เป็นเรื่องง่าย ด้วยอาจารย์ติวเตอร์ที่มีคุณภาพ เก่ง สามารถถ่ายทอดความรู้ให้น้องๆได้อย่างเข้าใจแน่นอน อยากติวเพื่อเพิ่มเกรดในชั้นเรียนหรือเพื่อสอบเรียนต่อมหาวิทยาลัยดังๆ เช่น จุฬา ธรรมศาสตร์ คณะไหนๆก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป รับ สอน พิเศษ เคมี รับติวคณิตศาสตร์ รับติววิทยาศาสตร์... Read more...
Image
ติวเลขอนุบาล อ.1 อ.2 อ.3

คุณพ่อคุณแม่ที่กำลังอยากส่งลูกเรียนพิเศษตั้งแต่เด็กเพื่อปูพื้นฐานของวิชาต่างๆในอนาคต ให้แก่ลูก เลือกเราเป็นติวเตอร์ให้ลูกคุณแล้วคุณจะไม่เสียใจ เพราะเราเป็นติวเตอร์ด้านนี้มาหลายปี สามารถติวกวดวิชาให้เด็กได้เกรดสวยๆมากมาย สอนพิเศษอนุบาล ติวเลขอนุบาล อ.1 อ.2 อ.3 สำหรับน้องๆวัยประถมศึกษา ก็มีให้เลือกเรียน เช่น สอนการบ้าน, รับสอนพิเศษ อังกฤษ ตัวต่อตัว และอื่นๆ เรารับรองว่าคุณพ่อคุณแม่จะไม่เสียใจที่เลือกเราให้เป็นผู้ติวกวดวิชาให้ลูกท่าน คุ้มค่าทั้งเงินและเวลา สอนพิเศษมัธยม สอนพิเศษมหาวิทยาลัย และติวสอบเข้ามหาวิทยาลัย... Read more...
Image
รับสอนพิเศษ คณิต ม.2 รังสิต ดอนเมือง

พบกับการกวดวิชาที่เป็นสุดยอดของการติว รับสอนพิเศษอนุบาล เรียนพิเศษอังกฤษประถม สอนเด็กประถมเพื่อปูพื้นฐานวิชาต่างๆให้แข็งแรงพอเพื่อนำไปสอบเรียนต่อโรงเรียนมัธยมดังๆ เช่น สวนกุหลาบ เตรียมอุดม มีหลายวิชาให้เลือกเรียน ภาษาไทย อังกฤษ คณิต วิทย์ สังคม เป็นต้น น้องๆมัธยมเรียนเพื่อทำเกรดและเพื่อสอบเรียนต่อมหาวิทยาลัย การันตีจากนักเรียนมากมายที่สอบติดมหาวิทยาลัยดังๆมากมาย  คณิตศาสตร์ รับสอนพิเศษฟิสิกส์ และอีกหลากหลายวิชา น้องๆสามารถเลือกเรียนจะเรียนพิเศษตัวต่อตัว หรืออยากจะเรียนเป็นกลุ่มย่อย เพราะกลัวเรียนไม่ทัน... Read more...
Image
ติวสอบ 7 วิชาสามัญวิชาคณิตศาสตร์

น้องๆม.ปลาย คงกำลังเครียดว่าจะเรียนต่อที่ไหนดี คณะอะไรดี แล้วจะอ่านหนังสือยังไงให้สอบติดได้ จะอ่านยังไงให้อ่านทัน แล้วต้องเรียนยังไงให้ได้เกรดสวยๆเพื่อจะได้นำไปใช้กับแอดมิดชั่น หมดห่วงปัญหาเหล่านี้เพราะมีเรา น้องๆ ป.ปลาย คนใดที่ยังมองหาที่เรียนพิเศษอยู่ วันนี้ไม่ต้องหาไหนไกล เพราะเรารับสอนน้องๆถึงที่บ้าน อยากจะเรียนตัวต่อตัวก็ได้ หรือเรียนเป็นกลุ่มย่อยก็ได้ ไม่ต้องกลัวเรียนไม่ทันเพื่อน ไม่ต้องแคร์คนข้างๆอีกต่อไป น้องๆจะได้เรียนกับติวเตอร์ที่เป็นที่สุดของแต่ละวิชาที่จบมาจากมหาวิทยาลัยดังๆ... Read more...
Image
รับสอนพิเศษชีววิทยา ม.4 ม.5 ม.6

ผู้ปกครองและน้องๆหลายคนไม่น้อยที่อยากเรียนเตรียมทหาร แต่ก็คิดว่ายากเกิน เพราะคนที่อยากเรียนมีเยอะ แต่รับแค่ปีละไม่กี่คน ทำให้บั่นทอนความคิดตัวเอง วันนี้เราช่วยท่านได้เพราะเรารับกวดวิชาสอบเข้าเตรียมทหาร เรียนพิเศษสอบเตรียมทหาร ในราคาที่ไม่แพง แต่สามารถสอบเข้าได้จริง สอนไม่เครียด ได้ความรู้แบบจัดเต็ม เน้นตะลุยข้อสอบกว่า 1,000 ข้อให้น้องได้ฝึกทำโจทย์เพื่อฝึกฝนให้สามารถทำข้อสอบได้จริงในสนามสอบจริง ด้วยอาจารย์ติวเตอร์ที่เก่ง ผ่านการสอนมาหลายต่อหลายรุ่น จึงรู้ว่าแต่ละปีข้อสอบจะออกมาแนวไหน... Read more...
Image
สอนพิเศษฟิสิกส์ที่บ้าน ม.4 ม.5 ม.6

น้องๆคนไหนกำลังอ่านหนังสือเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยกันบ้างยกมือขึ้น! อ่านไม่จำ อ่านไม่เข้าใจ อ่านไม่จบสักที จนกลายเป็นไม่อยากอ่านไปซะอย่างนั้น หากกำลังเป็นแบบนี้อยู่ เลิกห่วงอีกต่อไป เพราะเรารับสอนพิเศษ ที่จะช่วยน้องได้จริง ไม่ต้องกลัวจะทำข้อสอบไม่ได้ หรือไม่มีความรู้ไปสอบ เพราะวันนี้เราจะจัดให้น้องๆอย่างครบถ้วน เพื่อนำไปใช้สอบเพื่อปูทางเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยที่น้องๆอยากจะเรียน มีหลายวิชาให้เรียน ไม่ถนัดวิชาไหนก็เลือกเรียนได้ ติวเตอร์ฝีมือดี เปี่ยมคุณภาพที่มีประสบการณ์การสอนมาหลายปี... Read more...
Image
รับติว CU-AAT

จะไปเรียนพิเศษที่ไหนดีถึงจะทำให้ทำข้อสอบเพื่อจะนำไปสอบเรียนต่ออินเตอร์นานาชาติได้จริง ในมหาวิยาลัยดังๆเช่น จุฬา ธรรมศาสตร์ วันนี้เรารับติวสอบ CU-AAT ที่จะทำให้น้องๆเป็นเลิศทางภาษาอังกฤษ สามารถทำข้อสอบได้ 100% ติวเพิ่มความรู้ทักษะภาษาอังกฤษให้น้องๆอย่างอัดแน่น และตะลุยโจทย์ข้อสอบอย่างเข้มข้น ด้วยติวเตอร์ที่จบมาจากมหาวิทยาลัยดังๆต่างๆมากมาย พร้อมนำความรู้ประสบการณ์สอนมานานหลายปีเพื่อมาติวข้อสอบให้น้องๆ ติวเตอร์ทุ่มเทกับการสอนเป็นอย่างมากจึงรับประกันได้น้องๆจะต้องสอบติดอย่างแน่นอน สำหรับผู้ต้องการ ติวสอบCU-TEP... Read more...
Image
ติว Pat1-pat7 ที่บ้านตัวต่อตัว

น้องๆหลายคนที่กำลังอ่านหนังสือกองโตเพื่อจะเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยในระบบแอดมิชชั่น คงจะหนีไม่พ้นอ่านวิชา GATและวิชา PAT แต่มันช่างมีหลายวิชาเยอะแยะไปหมด อ่านจนสับสน เอาวิชานั้นมาปนวิชานี้ จนกลายเป็นแยกไม่ออกว่าวิชาไหนเป็นวิชาไหน สุดท้ายแล้วไม่ได้อะไรจากการอ่านนั้นเลย เสียเวลาเปล่าๆ หากวันนี้น้องๆต้องการตัวช่วยที่จะเป็นติวเตอร์ที่จะทำให้น้องไม่มีทางผิดหวังได้ ต้องติวกับเรา รับติว GAT ทั้ง gat เชื่อมโยงและ gat ภาษาอังกฤษ ติว o-net  ติว PAT  ตั้งแต่ pat1-pat7 สามารถเลือกเรียนได้ในวิชาที่น้องๆจะสอบ... Read more...
Image
สอบ gat เชื่อมโยงหรือ gat ภาษาอังกฤษ

น้องๆหลายคนต้องกำลังปวดหัวกับวิชา GAT อยู่แน่ๆ ไม่รู้จะทำข้อสอบอย่างไงให้ถูก ทำยังไงให้ตรงกับเฉลย เพราะข้อหนึ่งๆสามารถตอบได้หลายข้อ รวมทั้งวิชา gat ภาษาอังกฤษ ที่ยากแสนยาก ไม่รู้จักคำศัพท์สักตัว เราจะทำให้วิชาGatกลายเป็นเรื่องง่ายในชีวิตน้องๆ รับสอนgat  รับติวgat  ไม่ต้องอ่านมาก เพียงแค่มีเคล็ดลับดีดีในการทำก็สามารถทำคะแนนในส่วน gat เชื่อมโยงได้คะแนนเต็มได้ง่ายๆ โดยติวกับติวเตอร์ที่วิเคราะห์ข้อสอบได้แม่นยำ  สามารถสอนนักเรียนหลายต่อหลายคนต่างได้คะแนนเต็มวิชา gat เชื่อมโยงมาหลายครั้ง สอนเข้าใจง่าย ไม่ต้องกลัวตามไม่ทัน... Read more...
Image
สอนพิเศษหลักสูตรนานาชาติ Inter

มาแล้วข่าวดีสำหรับผู้ที่อยากเรียนต่อ สอบตรงเข้าหลักสูตรนานนาชาติของมหาลัยดังๆ อย่าคิดว่าเป็นเรื่องยาก ไม่สามารถทำได้ เพราะวิชาภาษาอังกฤษไม่แน่นพอ อ่านเท่าไหร่ก็ไม่เข้าใจ ทำข้อสอบไม่ได้ ยิ่งอ่านยิ่งงง จนท้อแท้ ไม่อยากเรียนแล้วทั้งๆที่ชอบและอยากเรียนหลักสูตรนานาชาติ เราพร้อมที่จะเดินไปข้างๆคุณ สอนพิเศษหลักสูตรนานาชาติ ให้แก่คุณ ที่จะทำให้ข้อสอบที่แสนยากกลายเป็นง่าย แค่ได้เคล็ดลับในการวิเคราะห์ข้อสอบ วิธีการทำข้อสอบ ไม่ต้องนั่งอ่านนั่งงมโดยที่ไม่รู้เรื่องเอาซะเลยเพียงคนเดียว เพราะวันนี้เราจะดูแลคุณ ช่วยแนะนำ... Read more...
Image
น้องไบรท์
โรงเรียนพระหฤทัยดอนเมือง มัธยมศึกษาปีที่6 ผมเริ่มเรียนกับ ติวเตอร์โกโฮม ตั้งแต่ ม.4 ตอนนั้นคุณแม่รู้สึกว่าต้องเริ่มเตรียมตัวเข้ามหาลัยแล้ว...
Image
น้องไม้
    โรงเรียนสาธิตรามคำแหง มัธยมศึกษาปีที่ 4 เรียนกับพี่ๆที่นี่มาสองเดือนแล้ว...
Image
น้องนัฐ
ตอนแรกคืออยากรู้ว่า ถ้าผมตัดสินเลือกมาเรียนที่นี่ จะมีประสิทธิภาพ แล้วติวเตอร์ที่สอนจะมีวิธี และการทำให้นักเรียนเข้าใจในบทเรียนได้ยังไง พอมาสัมผัสจริงๆ...
Image
รูปโครงการแบ่งปันน้ำใจให้น้อง ณ วันที่ 7-10 ม.ค. 54
เมื่อวันที่ 7-10 มกราคม 2554 ที่ผ่านมา ทาง พี่ๆติวเตอร์โกโฮมทุกๆคน ได้ร่วมกันทำกิจกรรมดีๆเพื่อน้องๆที่ โรงเรียนตลุกคูณ...
Image
โครงการแบ่งปันน้ำใจให้น้อง
  ภาพถ่ายจากสถานที่จริงทุกอย่าง ณ โรงเรียนตลุกคูณ ม.8 บ้านตลุกคูณ ต.ซับใหญ่กิ่ง อ.ซับใหญ่ จ.ชัยภูมิ 36130   ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเด็กไทยกับสถาบัน Tutor Go Home...
Google+ Google