
มูล เหตุสำคัญประการหนึ่ง ของความขัดแย้งทางสังคมและการเมืองในปัจจุบันมาจากความเหลื่อมล้ำทาง เศรษฐกิจและสังคม ซึ่งรวมทั้งความเหลื่อมล้ำของโอกาสทางการศึกษา งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจถึงสภาพและมูลเหตุของความ เหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษาที่เกิดขึ้น รวมถึงผลกระทบที่สืบเนื่องมาจากความเหลื่อมล้ำดังกล่าว โดยเน้นเฉพาะผลกระทบในตลาดแรงงาน การศึกษานี้ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก
ส่วน แรกเป็นการศึกษาสภาพ ความเหลื่อมล้ำของโอกาสทางการศึกษาในประเทศไทย และศึกษาวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเลือกเข้ารับการศึกษาระดับต่างๆ เพื่อนำมาสังเคราะห์หาสาเหตุและนำเสนอนโยบายเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการ ศึกษาในอนาคต การศึกษาในส่วนที่สองศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการศึกษากับค่าจ้างในประเทศ ไทยและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของช่องว่างของค่าจ้างระหว่างแรงงานกลุ่มที่จบ การศึกษาระดับต่างๆ ในช่วงกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา
การศึกษาในส่วนแรก พบหลัก ฐานเชิงประจักษ์ที่ชี้ให้เห็นว่า ระดับการศึกษาของพ่อแม่มีความสัมพันธ์ในทางบวกกับการศึกษาของลูก กล่าวคือ โดยเฉลี่ยแล้ว แรงงานในครอบครัวที่พ่อแม่มีการศึกษาสูงมักจะได้รับการศึกษาสูงกว่าแรงงานใน ครอบครัวที่พ่อแม่มีการศึกษาต่ำกว่า
ปัจจัยสำคัญอีกปัจจัย หนึ่งที่มีอิทธิพลต่อการศึกษาคือปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจและสังคม เช่น ถิ่นที่อยู่อาศัยและรายได้ของครัวเรือน อย่างไรก็ดีความสำคัญของถิ่นที่อยู่อาศัยได้ลดน้อยลงตามกาลเวลา โดยในปี 2531 เด็กที่อาศัยอยู่ในชนบทมีโอกาสที่จะได้รับการศึกษาต่ำกว่าเด็กที่อยู่อาศัย ในเมืองมาก
แต่ในสองทศวรรษถัดมากลับ พบว่าโอกาสในการศึกษาของเด็กในชนบทแทบจะไม่ได้แตกต่างจากเด็กในเมืองเลย การเพิ่มขึ้นของโอกาสทางการศึกษาของเด็กในชนบทดังกล่าวส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผล มาจากนโยบายของรัฐในการสนับสนุนให้มีโรงเรียนอย่างทั่วถึงในทุกพื้นที่ของ ประเทศไทย
ในส่วนของรายได้ของครัว เรือน การศึกษานี้พบว่า เด็กที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะดีมักได้รับการศึกษาสูงกว่าเด็กที่มาจากครอบ ครัวที่มีฐานะต่ำกว่า โดยครัวเรือนของนักเรียนที่ศึกษาระดับปริญญามีรายได้ต่อหัวของครัวเรือนสูง กว่าครัวเรือนของนักเรียนที่มีการศึกษาสูงสุดคือระดับมัธยมประมาณสองเท่า
โดย ทั่วไปแล้ว เด็กจากครอบครัวที่มีความเสียเปรียบทางเศรษฐกิจและสังคมมีโอกาสที่จะได้รับ การศึกษาระดับอุดมศึกษาน้อยกว่าเด็กที่มาจากครอบครัวที่ได้เปรียบกว่า เด็กเหล่านี้ไม่เพียงเสียเปรียบทางด้านการศึกษาแต่ยังเสียเปรียบในเรื่องค่า จ้างที่จะได้รับในอนาคตเมื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานด้วย ผลการศึกษาในส่วนหลังสนับสนุนความคิดข้างต้น
โดยพบว่า สัดส่วนของอุปสงค์ของแรงงานที่จบการศึกษาระดับอุดมศึกษาต่ออุปสงค์ของแรงงาน ที่จบมัธยม (อุปสงค์โดยเปรียบเทียบ) ได้มีแนวโน้มเพื่มขึ้นเรื่อยๆในช่วงกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา
การเพิ่ม ขึ้นของสัดส่วน ดังกล่าวส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในภาคการผลิตและ บริการของไทยในลักษณะที่ทำให้ประสิทธิภาพการผลิตของแรงงานที่จบการศึกษา ระดับปริญญาเพิ่มขึ้นมากกว่าประสิทธิภาพการผลิตของแรงงานที่จบการศึกษาระดับ ต่ำกว่า (skill-biased technological change)
งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ ให้ เห็นว่าความเหลื่อมล้ำของโอกาสทางการศึกษาอาจนำมาซึ่งความเหลื่อมล้ำทางราย ได้จากค่าจ้างที่แรงงานได้รับในอนาคต ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ผู้วิจัยเสนอนโยบายด้านการศึกษาซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มได้แก่ นโยบายสำหรับผู้ที่อยู่ในระบบการศึกษา และนโยบายสำหรับผู้ที่อยู่ในตลาดแรงงาน
นโยบายกลุ่มแรกได้แก่ การเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพแก่ผู้เสียเปรียบทางด้าน เศรษฐกิจและสังคม การยกระดับคุณภาพมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานให้มีความเท่าเทียมกันมากขึ้น ระหว่างโรงเรียนที่มีทรัพยากรมากกับโรงเรียนที่มีทรัพยากรน้อย เพื่อทำให้นักเรียนมีพื้นฐานของระดับความรู้ในระดับที่ใกล้เคียงกันมากขึ้น และสามารถสอบแข่งขันเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาได้โดยไม่มีความได้เปรียบ เสียเปรียบกันมากนัก
สุดท้าย รัฐบาลควรทบทวนความเหมาะสมของการอุดหนุนค่าเล่าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย (tuition fee subsidy) ซึ่งเป็นการให้แบบถ้วนหน้า เราได้เห็นแล้วว่านักเรียนที่มาจากครอบครัวที่มีความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ และสังคมมีโอกาสเข้าศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยมากกว่านักเรียนกลุ่มอื่นมาก
ใน ส่วนของนโยบายสำหรับผู้ที่อยู่ในตลาดแรงงาน รัฐบาลควรสนับสนุนการพัฒนาทักษะที่เหมาะสมกับความต้องการในตลาดแรงงานให้แก่ แรงงานที่มีการศึกษาต่ำ เพื่อให้แรงงานดังกล่าวมีโอกาสที่จะได้งานที่ดีกว่า เลื่อนตำแหน่ง หรือได้รับค่าตอบแทนสูงขึ้น
ที่มา : ทีดีอาร์ไอ











