เห็น ข่าวของรอยเตอร์ที่วิพากษ์การศึกษาไทยแล้วอดเป็นห่วงไม่ได้ หากนับจาก พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แล้ว ก็เป็นเวลามากกว่า 10 ปีที่ เราเริ่มปฏิรูปการศึกษา แต่ทว่าผลลัพธ์คงไม่เป็นไปดังความคาดหวังด้วยสาเหตุหลายประการ โดยส่วนหนึ่งของเนื้อข่าวบอกว่า ซีอีโอชาวอเมริกันในบริษัทสำคัญแห่งหนึ่งที่ตั้งสำนักงานอยู่ในกรุงเทพฯ กล่าวว่า ?การหาคนงานซึ่งอยู่ในวัยหนุ่มสาว, มีความสามารถรอบตัว, มีทักษะสูง และพูดภาษาอังกฤษได้ เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายกว่ามาก ถ้าไปหาในสิงคโปร์, ไต้หวัน และจีน? คำพูดนี้สะท้อนปัญหามุมหนึ่งจากอีกหลายๆ มุมของการปฏิรูปการศึกษาไทย นั้นคือระบบการศึกษาของเราผลิตคนที่มีทักษะและความสามารถไม่ตรงกับความต้อง การของตลาดแรงงาน หรืออาจถึงขั้นที่ว่าทักษะความสามารถของคนไทยเรานั้นไปไม่ถึง ?ระดับที่ต้องการ? ซะด้วยซ้ำไป ผู้เขียนจึงขอนำข้อมูลบางส่วนจากหนังสือชื่อ Research on Future Skill Demands: A Workshop Summary ของ National Academies Press นำมาเสริมแนวคิดในมุมนี้
ทักษะหรือความสามารถในการ ทำงานในยุคนี้และยุคต่อๆ ไป คงจะต้องคำนึงถึงเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงสภาพการแข่งขันที่ยกระดับสูงขึ้นจากการแข่งขันกันเองในประเทศไปสู่การ แข่งขันภูมิภาคหรือในระดับโลก เนื่องจากสินค้าและบริการจากผู้ผลิตไปสู่ผู้บริโภคนั้น ไม่อาจจำกัดอยู่เฉพาะในขอบเขตประเทศใดประเทศหนึ่งได้อีกต่อไป หากสินค้าและบริการจากอีกมุมหนึ่งของโลกสามารถเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาเอา ชนะเราได้ในประเทศไทย แสดงถึงความสามารถในการผลิตสินค้าและบริการของเรานั้นอ่อนด้อยมากๆ และในทางตรงกันข้ามเราก็ควรจะเริ่มต้นคิดและมองโลกให้เป็นตลาดเป้าหมายของ เราเช่นกัน โดยต้องพยายามพัฒนาสินค้าและบริการให้แข็งแรง และสามารถออกไปแข่งขันกับคนอื่นๆ ให้ได้ ทั้งนี้ทักษะในการทำงานจะเป็นตัวแปรสำคัญของความสามารถในการแข่งขันของ องค์กรและของประเทศ ตัวอย่างเทคโนโลยีสำคัญที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทักษะที่ต้องการในตลาดแรง งานก็คือ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารหรือ ICT ที่เราคุ้นเคยกันดี ผลกระทบของ ICT (รวมไปถึงการ outsourcing งานไปยังต่างประเทศ) อาจแบ่งได้เป็น 3 ส่วนดังนี้
1. ผลกระทบต่องานประจำ คือ งานที่ดำเนินไปโดยมีกฎเกณฑ์แน่นอนตายตัว (rule-based) มีการดำเนินงานซ้ำๆ กัน และมีขั้นตอนหรือกระบวนการที่แน่นอน เช่น งานในสายการผลิตสินค้า งานลักษณะนี้มีแนวโน้มจะถูกทดแทนด้วยระบบอัตโนมัติ และ ICT ได้อย่างสมบูรณ์ ดังเช่น การใช้แขนหุ่นยนต์ในการเชื่อมตัวถังรถยนต์ การประกอบชิ้นส่วนในแผงวงจรไฟฟ้า เป็นต้น
2. ผลกระทบต่องานเชิงความคิดสร้างสรรค์ คืองานที่ต้องใช้ความคิด จินตนาการ การแก้ปัญหา เช่น งานของนักวิทยาศาสตร์ ทนายความ แพทย์ วิศวกร ผู้บริหาร ระบบ ICT จะเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนการทำงาน เช่น ระบบฐานความรู้ (knowledge based) จะไปช่วยเสริมการทำงานให้ดียิ่งขึ้น แต่ไม่อาจทดแทนทักษะเหล่านี้ได้
3. ผลกระทบต่องานที่ต้องลงมือทำ คืองานที่จำเป็นต้องใช้คนในการปฏิบัติหรือต้องมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าผู้ใช้ สินค้าหรือบริการ เช่น พนักงานขับรถ พนักงานรักษาความปลอดภัย บริกร แม่บ้าน พนักงานทำความสะอาด เป็นต้น งานในลักษณะนี้ระบบ ICT อาจไม่มีส่วนช่วยหรือทดแทนได้เลยผลการอภิปรายและงาน วิจัยจากหนังสือที่อ้างถึงสำหรับประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมนี พบว่า ในอนาคตตำแหน่งงานในลักษณะที่ 2 และที่ 3 คืองานเชิงความคิดสร้างสรรค์และงานที่ต้องอาศัยคนลงมือกระทำจะมีความต้องการ มากขึ้น ส่วนตำแหน่งงานประจำในลักษณะที่ 1 จะลดลงอย่างมาก นอกจากนี้ตำแหน่งงานบริการก็จะเพิ่มขึ้นมากเช่นเดียวกัน ผลกระทบดังกล่าวจะทำให้โครงสร้างตลาดแรงงานเปลี่ยนแปลงไป จากรูปแบบพีระมิดยอดแหลมฐานกว้าง ไปเป็นรูปแบบตุ้มยกน้ำหนัก (Barbell) คือปริมาณความต้องการแรงงานจะมีมากในระดับบนและระดับล่าง ส่วนความต้องการแรงงานในระดับกลางจะหายไป ด้วยการทดแทนของระบบอัตโนมัติหรือการ outsourcing นั่นเอง (หนังสือนี้ใช้คำว่า Polarization of the Labor Market) ส่วนประเทศไทยเข้าใจว่ายังไม่มีงานวิจัยสนับสนุนโดยตรง คงต้องเทียบเคียงจากต่างประเทศไปพลาง ๆ ก่อน
นอกจากนี้ยังมีการสุ่ม สำรวจองค์กรขนาดใหญ่เพื่อวิเคราะห์หาความสามารถของพนักงานที่องค์กรเหล่า นั้นต้องการ ผลการสำรวจพบว่า ทักษะความสามารถที่ต้องการค่อนข้างกระจายกว้าง ๆ ใน 6 ด้านต่อไป
1. ความสามารถในการแก้ปัญหาแบบสร้างสรรค์
2. ทักษะในการสื่อสารเพื่อให้งานบรรลุเป้าหมาย การเจรจาต่อรอง การชักจูงใจคน การทำงานเป็นทีม
3. ทักษะในการปรับตัว การทำงานที่ยืดหยุ่น
4. ทักษะในการบริหารจัดการตนเอง โดยเฉพาะงานในลักษณะ mobile workforce คือทำงานด้วยตัวคนเดียวนอกสำนักงาน
5. การพัฒนาตนเอง
6. การคิดอย่างเป็นระบบนอก เหนือจากนี้ ยังมีการอภิปรายถึงทักษะที่ต้องการสำหรับแรงงานที่ใช้ความรู้เป็นพื้นฐานใน การทำงาน (knowledge work) สำหรับอาชีพพิเศษอื่น ๆ เช่น ที่ปรึกษา วิศวกรฝ่ายขาย นักพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ฝ่ายสนับสนุนทางเทคนิค เทคโนโลยีชีวภาพ ฯลฯ โดยแนวคิดการทำวิจัยสำรวจสำหรับทักษะที่จำเป็นสำหรับตำแหน่งงานในอนาคตจะ ครอบคลุมถึงทักษะ เทคโนโลยี และแนวการจัดการ หรือ STAMP (Skills, Technology, And Management Practices) ใน 4 ด้านดังต่อไปนี้
1. ปริมาณของตำแหน่งงานที่ต้องการ ระดับของทักษะ ความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ และแนวทางการฝึกฝนเพื่อให้เกิดทักษะที่ต้องการ
2. การเชื่อมโยงซึ่งกันและกันของทักษะที่ต้องการ ความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ และการจ้างงาน
3. ผลกระทบต่ออัตราค่าจ้าง สภาพการทำงาน และลักษณะของงานชนิดต่างๆ
4. แนวโน้มของปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวถึงข้างต้นอย่าง ไรก็ดีการคาดคะเนทักษะและความชำนาญที่ตลาดแรงงานต้องการในอนาคตนั้นแม้จะไม่ ง่ายนัก แต่การเชื่อมโยงระหว่างภาคธุรกิจกับภาคการศึกษาจะมีส่วนช่วยได้มาก โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกามีระบบการปกครองและการกระจายอำนาจสูงกว่าประเทศ ไทยมาก ระบบการศึกษาจึงสามารถตอบสนองความต้องการของธุรกิจท้องถิ่นได้ดีกว่า เช่น วิทยาลัยชุมชนก็มุ่งผลิตแรงงานตอบสนองต่อภาคธุรกิจที่อยู่ในละแวกเดียวกัน ดังนั้นหลักสูตรการศึกษาจึงมีความยืดหยุ่นมากกว่า ส่วนในเรื่องการปรับมาตรฐานการศึกษาให้สูงขึ้น ทำให้เกิดความต้องการ ?ครูพันธุ์ใหม่? ที่มีทักษะการสอนนักเรียนแบบใหม่ เพื่อให้นักเรียนสามารถปลดปล่อยศักยภาพของตัวเองออกมาได้มากขึ้น
สำหรับ ประเทศไทยแม้ว่าเรายังขาดข้อมูลและการวิจัยที่มากพอ อีกทั้งเรายังขาดเจ้าภาพรับผิดชอบดูแลงานแบบต้นจนจบ (end-to-end) อีกหลายหน่วยงาน ในขณะที่สหรัฐอเมริกาจะมีเจ้าภาพเป็นตัวตนที่ชัดเจนมากกว่า เช่น กระทรวงแรงงานของสหรัฐ จัดตั้งคณะกรรมการดูแลเรื่องทักษะที่ต้องการ (Commission on Achieving Necessary Skills, CANS) ขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 นอกจากนี้ก็ยังมีกฎหมายชื่อว่า Workforce Investment Act มาสนับสนุน ส่วนหนึ่งของกฎหมายกำหนดให้รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานต้องส่งแผนงานและความคืบ หน้าทุกๆ 2 ปี ในการพัฒนาการจ้างงานและการฝึกอบรมแรงงานตามข้อมูลที่ได้รับมาจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา เป็นต้น เราก็น่าจะต้องเริ่มมองให้เห็นภาพความต้องการของตลาดแรงงานไทยเช่นเดียวกัน โดยจะต้องเริ่มสะสมข้อมูลเพื่อนำไปปรับหลักสูตรการศึกษาให้สอดคล้องกับความ ต้องการของตลาดแรงงาน ปรับปรุงคุณภาพของแรงงานไทยในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันไปสู่ระดับโลก ยกระดับคุณภาพการศึกษา ปรับปรุงระบบงานวิจัยและพัฒนา และอื่นๆ อีกในมากมายหลายด้าน
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ