เห็น ข่าวเด็กไทยไปคว้าแชมป์ทางวิชาการที่โน่นที่นี่ แต่เชื่อกันหรือไม่ว่าค่าเฉลี่ยคุณภาพของการศึกษาไทยนั้นต่ำลงทุกที โดนประเทศเล็กๆในแถบอาเซียนแซงหน้าขึ้นไปหมดแล้ว นั่นเป็นเพราะระบบการศึกษาไทยมีปัญหาไปทั่วทุกส่วน เรียกได้ว่าเป็นปัญหาในระบบโครงสร้าง ฝังรากลึกและไม่มีรัฐบาลไหนคิดจะแก้ปัญหาอย่างจริงจัง
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ภาวิช ทองโรจน์ รองประธานกรรมการ คณะกรรมการการอุดมศึกษา กล่าวกับ?แนวหน้า?ว่าระบบการศึกษาไทยขั้นพื้นฐาน คือ ป1-ม6 มีปัญหาในเชิงคุณภาพ?แม้ว่าจะมีการจัดการเรียนฟรีในระดับนี้แต่คุณภาพนั้น เหลื่อมล้ำกันมาก ๆ เด็กที่เรียนดี ไปได้รางวัลทางวิชาการ ก็แค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ของนักเรียนทั้งหมดเอาตรงนี้มาวัดไม่ได้หรอก ในข้อเท็จริงแล้วการศึกษาไทยมันเกิดปัญหาไปทั้งโครงสร้างเลย
เริ่ม จากตัวครู?ปัญหามันอยู่ที่คุณภาพของครู ต่อปีเรามีแหล่งผลิตนักศึกษาวิชาชีพครู ร้อยกว่าแห่ง ผลิตครูออกมาได้ 1.5 หมื่นคน แต่มีโอกาสที่จะบรรจุได้แค่ 3 พันคน คิดว่าคนที่ไปเรียนครูจะมีความตั้งใจที่จะเรียนเพื่อออกมาทำอาชีพนี้หรือ เปล่า เพราะว่าจบก็อาจจะไม่ได้งานทำในสายอาชีพนี้ ดังนั้นเป้าหมายมันก็ไม่ได้มุ่งมั่นแล้ว? มันต้องแก้ตรงนี้ก่อน?ถ้าถามว่าจะแก้ยังไงก็ตอบได้ว่าต้องยกระดับวิชาชีพครู ให้มีความทัดเทียมกับวิชาชั้นสูงอื่นๆ เช่น ตุลาการ ทหาร แพทย์ มีเงินเดือนตั้งเข้าไป เรียนจบมาต้องได้เงินเดือนสูงๆ ทำอย่างนี้อาชีพครูก็เป็นอาชีพที่ใครอยากจะเข้ามา เราก็สามารถคัดคุณภาพคนที่จะเข้ามาเป็นครูได้ตั้งแต่ขั้นตอนการสอบคัดเลือก ไม่ใช่ว่าคนสอบเป็นครูคะแนนต่ำที่สุดอย่างทุกวันนี้ ?แม่พิมพ์ไม่ดี สิ่งที่ออกมาจากแม่พิมพ์มันจะดีได้ไง?
ส่วนครูที่มีอยู่ในปัจจุบันก็ ต้องปฎิรูปใหม่ ยกระดับขึ้นมา เช่น จัดให้มีระบบการศึกษาและฝึกอบรมเพื่อพัฒนาคุณภาพครูอย่างต่อเนื่องโดยใช้ ระบบไอที เพราะยุคนี้โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว ถ้าครูไม่รู้เรื่องไอที ก็ตามเด็กไม่ทันแล้ว ยุคนี้เด็กมันเป็นเรื่องไอทีกันหมดแล้ว นอกจากนี้ปัญหาสำคัญที่ทำให้คุณภาพของครูลดลงก็คือเรื่องคุณภาพชีวิตของครู เงินเดือนมันน้อยจะเอาแรงใจที่ไหนมาสอนเด็กนักเรียน ก็ต้องทำอย่างอื่นเสริม เพื่อเอาไปใช้หนี้สิน?รัฐบาลต้องแก้ไขปัญหาหนี้สินครูอย่างมีประสิทธิภาพ
ปัญหา ต่อมาของคุณภาพการศึกษาไทย คือ ตำรา?สำนักพิมพ์ที่พิมพ์ตำราเรียน พิมพ์เนื้อหาส่งเข้าไปให้เจ้าหน้าที่ของกระทรวงตรวจ เนื้อหาถูกตัดออก เพราะเจ้าหน้าที่ที่ทำการตรวจและอนุมัติเนื้อหาในตำราไม่มีความรู้จริง ที่นี่ด้วยระบบเรียนฟรีที่ทำกันอยู่ในปัจจุบันก็เป็นอีกหนึ่งปัญหา ด้วยงบประมาณที่ไม่เพียงพอ เนื้อหาบางส่วนที่ถูกตัดออกมาจากตำรากลุ่มวิชาหลัก รัฐบาลก็ไม่มีเงินสนับสนุนตรงนี้ เด็กนักเรียนก็ไม่ได้เรียนในเนื้อหาเชิงลึกของแต่ละวิชา และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่เด็กนักเรียนไทยขาดคุณภาพ จะมีแค่ส่วนน้อยที่พ่อแม่มีเงินแล้วส่งไปเรียนพิเศษ แต่เด็กส่วนใหญ่ที่ไม่ได้เรียนคุณภาพก็แย่ เพราะเนื้อหาในตำราถูกตัดออกไปประมาณ 1 ใน 3 ของเนื้อหาที่เด็กนักเรียนควรได้เรียน ยกตัวอย่างสำคัญในหนังสือประกอบที่สำคัญที่ถูกตัดออกก็เช่น พจนานุกรม
ดร.ภา วิช กล่าวอีกว่าอีกประเด็นหนึ่งที่ต้องเร่งแก้ไขคือระบบกู้ยืมเพื่อการศึกษา จากเดิมที่กำหนดว่าจะต้องเริ่มใช้คืนภายใน 2 ปีหลังจากเรียนจบแล้ว แก้เป็นให้ใช้คืนโดยผูกพันกับรายได้ในอนาคต คือมีงานทำก่อนแล้วมีเงินเหลือแล้วก็ค่อยมาใช้คืน โดยคำนวณจากภาษี เมื่อมีเงินเดือนมากพอที่จะเสียภาษีได้ก็ให้ใช้คืน 1% ของเงินเดือน จะจ่ายกี่ปีหมดก็ไม่เป็นไร ส่วนใครที่มีรายได้มากพอจะจ่ายให้หมดก่อน เราก็คิดแบบลดต้นลดดอก
และอีกเรื่องหนึ่งที่ควรทำมากๆคือ กองทุนตั้งตัวได้ นักศึกษาในระดับอุดมศึกษาของเราปัจจุบัน เรียนออกมาเพื่อเป้าหมายไปเป็นลูกจ้างเขา ต่อไปต้องจัดระบบใหม่ให้นักเรียนในระดับอุดมศึกษาที่มีแวว สามารถคิดไอเดียดีๆได้ มีพรสวรรค์ที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจได้ เราก็ให้โอกาสเขา โดยจัดสรรเงินกองทุนไว้ให้เขากู้ทำธุรกิจ ถ้าโครงงาน หรือแผนธุรกิจที่เขาทำขึ้นมาแล้วมีแววที่จะเป็นไปได้ ก็ให้เงินทุนสนับสนุนเขาไปเลย เอาไปตั้งตัวเป็นเถ้าแก่ มีธุรกิจของตัวเอง ถ้าเราใช้ระบบนี้เด็กของเราจะไม่ใช่เรียนแบบตั้งหน้าตั้งตาท่องตำราเพียง อย่างเดียว แต่จะทำให้เขาคิดเป็น ปัจจุบันเรามีมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชนอยู่ 70 แห่ง ให้ไปเลยแห่งละ 1.5 พันล้าน ตั้งเป็นกองทุน ใช้เงินรวมกันก็ประมาณ 1 แสนล้านบาท ถือว่าเล็กน้อยมากกับงบประมาณก้อนนี้ เมื่อเทียบกับสิ่งที่ประเทศชาติจะได้ เพราะคนพวกนี้จบมาจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวขึ้น เพราะพวกนี้จบมามีบริษัท มีกิจการ ต้องมีการจ้างคนงาน ต้องใช้ต้องซื้อวัตถุดิบ?ไม่ใช่แค่จบมาเป็นพนักงานเป็นลูกจ้าง เราก็จะได้แค่การหมุนของการบริโภคสินค้าในชีวิตประจำวันของคนพวกนี้ ซึ่งเทียบไม่ได้กับการที่เขาจะใช้จ่ายในรูปของบริษัทฯ
ดร.ภาวิช ยังได้กล่าวอีกว่า ระบบการศึกษาในระดับอุมศึกษาที่ต้องเร่งทำอย่างด่วนคือ สนับสนุนให้เกิดการทำวิจัย เพื่อสร้างนวัตกรรมของเราเอง ไม่ใช่คอยแต่จะซื้อจากคนอื่นอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ เราต้องส่งเสริมให้นักศึกษาในระดับอุดมศึกษาของเราผลิตงานวิจัยออกมา แล้วก็แปลงไปสู่ชิ้นงาน ถ้าอันไหนมันเวิร์ค ก็เอาไปทำให้เกิดเป็นผลงานเชิงพาณิชย์
?ปัจจุบัน เรามีการลงทุนด้านการวิจัยเพียงแค่ 0.02% ของจีดีพี ซึ่งน้อยมากๆ เกาหลี ญี่ปุ่น ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้เขาก็เท่าๆกับเรา แต่ช่วงหลังเขาสนับสนุบด้านงานวิจัย ทั้งภาครัฐและเอกชนเขาร่วมกัน คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆออกมา ตอนนี้เขากลายเป็นยักษ์ใหญ่ในโลกเศรษฐกิจไปแล้ว นี่คือความสำคัญของการส่งเสริมงานวิจัย ไทยขาดตรงนี้ก็เลยย่ำอยู่กับที่แบบนี้ ต่อไปต้องทำให้งบประมาณสำหรับการวิจัยเพิ่มขึ้นมาเป็น 2 % ของจีดีพีให้ได้? ดร.ภาวิช กล่าว
ที่มา : แนวหน้า
ภาพ : สำนักข่าวเจ้าพระยา